บันเทิง

ตัวตนและมุมมองดนตรี
ที่ไม่เหมือนใครของ 'พีท'

ตัวตนและมุมมองดนตรี ที่ไม่เหมือนใครของ 'พีท'

31 ส.ค. 2553

แขวนไมค์ ทิ้งห้องอัดมานานกว่า 3 ปี กลับมาครั้งนี้ "พีท" พล นพวิชัย หรือที่ใครๆ เคยรู้จักในนาม พีท เดอะสตาร์ ไม่ได้เป็นคนเดิมเหมือนเมื่อหลายปีที่แล้ว โดยในครั้งนี้เขากลับมาทำเพลงอีกครั้ง ด้วยการร่วมงานกับวงสามพี่น้อง "วีทรีโอ" ในอัลบั้ม "วีทรีโอ แอนด์ เฟร

 "หายไป 3 ปีจากงานด้านเพลง แต่ยังมีโผล่ในรายการบ้าง แค่ไม่ได้ออกสื่อในแนวของการร้องเพลง เพราะตอนนั้นพอเราไม่ได้ทำเพลงปุ๊บ เราก็มีอารมณ์แอบเสียใจอยู่ลึกๆ แต่ก็มีไปนั่งเขียนเพลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าพีทจบด้านดนตรีมา แล้วเหมือนเป็นจังหวะและความพอดีในตรงนี้ เลยเข้ามาทำ แต่มันไม่ได้เหมือนว่าเราทิ้งงานด้านเพลงไปเลยซะทีเดียว เพราะว่าพีทมีร้องเพลงกลางคืน ยังทำอะไรที่เกี่ยวกับเพลงอยู่" นักร้องหนุ่มกล่าว พร้อมกับฟุ้งว่ากลับมาในครั้งนี้คนจะเห็นเจ้าตัวในมุมมองใหม่

 "เพลงเฟิร์ส คิส พีทเขียนและทำนองเพลงนี้เอง ซึ่งคนอาจไม่รู้ว่าพีทเองแต่งเพลง และทำทำนองเองได้ ซึ่งเพลงนี้พีทอยากที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของวีทรีโอ และภาพของพีทที่คนเคยเห็น เลยทำเป็นแนวดิสโก้ เพื่อให้เกิดความแตกต่าง แต่พีทไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงลุคเขา แค่เปลี่ยนซาวนด์ใหม่มากกว่าสำหรับวีทรีโอ มันทำให้วิธีการเล่นของเขา ก็เปลี่ยนไปด้วย มันเป็นการรวมกันของสองแนวดนตรีคือคลาสสิกกับแนวป๊อป ซึ่งเพลงนี้จะเป็นป๊อปแดนซ์ และการที่เพลงนี้มีกลิ่นอายของดิสโก้ ที่คนคุ้นชินกับเสียงเครื่องสังเคราะห์ของเครื่องเป่า เพลงนี้เราก็มาเปลี่ยนให้เป็นเครื่องสาย มันทำให้ฟังดูแล้วทันสมัยมากยิ่งขึ้น" พีทเผย

 นักร้องหนุ่มยังพูดถึงการทำเพลง "เฟิร์ส คิส" ว่าไม่อยากที่จะทำเพลงที่ฟังยาก แต่อยากทำเพลงที่สามารถฟังได้ตลอดไป ไม่มีตกยุค 

 "พีทไม่อยากที่จะใช้ซาวนด์ ที่มันใหม่มากกับการทำเพลง พีทรู้สึกว่าการที่เราใช้ซาวนด์ ที่ร่วมสมัยปุ๊บมันจะอยู่ได้นาน พีทอยากที่จะให้เพลงที่พีททำออกมา เป็นเพลงที่ฟังแล้วอยู่ได้เรื่อยๆ อีก 10 ปีเปิดฟัง มันก็ยังเก๋อยู่ ไม่ใช่เพลงที่ทำแบบสมัยนี้ ที่ฟังไปอีก 2 ปี ก็หมดยุคแล้ว คือพีทมีความรู้สึก ว่าคนไทยทิ้งเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งที่เมืองไทยเป็นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ทำไมไม่เอาเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาใช้ในเพลง ทำไมต้องไปตามเขา มันทำให้เราในฐานะ และมุมมองของคนเขียนเพลงด้วย ซึ่งพีทจะแอนตี้ในเรื่องนี้ เพราะพีทอยากให้คนไทยมอง ว่าเพลงไทยก็คือเพลงไทย ไม่ใช่เพลงไทยแล้วไปร้องในแบบหรือสไตล์ชาติอื่น พีทว่ามันดูพยายาม" พีทแจง ก่อนจะยืนยันว่าไม่ได้ต้องการแหวกแนว ผ่าตลาด แต่ต้องการทำเพลงที่ตัวเองชอบ และคนฟังก็ชอบด้วย  

 "พีทไม่ได้แหวกแนว เพื่อที่จะไม่เหมือนใคร พีทไม่ใช่ไม่อยากเหมือนใคร แต่พีทขอแค่ทำในสิ่งที่เราชอบ ซึ่งทำไมเราจะทำในสิ่งที่เราชอบและให้คนอื่นชอบเหมือนเราไม่ได้ พีทไม่ได้รู้สึกว่าคนนี้เขาทำแบบนี้ ฉันไม่เอา ฉันจะต้องฉีกแนว พีทก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้น ซึ่งเราทำเพลงถึงจะใส่ความชอบของตัวเองไปมากแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ก็ตรงที่เราทำเพลงมา เพื่ออยากให้คนฟังแล้วชอบเหมือนกับเรา" พีทแจง
    
 นักร้องหนุ่มปิดท้ายว่าก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้ทำงานเพลง ไปเป็นนักร้องกลางคืน ทำให้มีการพัฒนาตัวเองให้ร้องเพลงได้หลากหลาย และมีเสน่ห์บนเวทีมากขึ้น

 "การที่พีทร้องเพลงกลางคืน มันทำให้พีทร้องเพลงได้หลากหลายแนวขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ร้องเพลงกลางคืน พีทไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักร้องกลางคืน ไม่ได้คิดว่าพีททำเพราะพีทต้องการ แต่พีทคิดว่าพีททำสิ่งนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่พีทรัก มันคือสิ่งที่คอยช่วยให้พีทพัฒนาตัวเอง แต่ถ้ากลับกัน เราคิดว่าเราไปร้องเพลงกลางคืน เพื่อต้องการเงิน มันจะทำให้เราเสียเสน่ห์บนเวที เพราะถ้าวันหนึ่งคุณร้องเพลงแค่ปาก แต่คุณไม่รู้สึกข้างใน ก็อย่าร้องดีกว่า ซึ่งพีทไม่ได้รู้สึกไม่ดีที่ใครมาบอกว่าพีทเป็นนักร้องกลางคืน เพราะสำหรับพีทการเป็นนักร้อง คือการได้ร้องเพลง นั่นคือจุดสูงสุดของการเป็นนักร้องของพีทแล้ว เพราะว่าพีทร้องเพลงกลางคืน พีทมีความสุข พีททำเพราะพีทมีความสุข พีทไม่ได้ทำเพราะพีทต้องการเงิน ทุกวันนี้ถึงพีทไม่ได้ออกอัลบั้ม พีทก็แฮปปี้" อดีตเดอะสตาร์ปิดท้าย