
คิดสวนทาง - งานแต่งเพลง ศาสตร์ลี้ลับ
มีนักแต่งเพลงทั้งไทยและต่างชาติหลายคนทีเดียว ที่ไม่สามารถตอบคำถามที่มักจะถูกถามบ่อยๆ ว่า "คุณแต่งเพลงนี้ออกมาได้อย่างไร หลายคนมักตอบว่า ก็ไม่ทราบเหมือนกัน อยู่ดีๆ ก็มี ทำนองเพลงนี้ขึ้นมาในหัวสมอง บางทีก็มาพร้อมกันทั้งคำร้องและทำนองเลย
อาชีพนักแต่งเพลงที่ภาษาฝรั่งใช้คำว่า “Songwriter” นั้น นับว่าเป็นอาชีพเดียวที่ไม่ต้องการ ใบประกาศนียบัตรใดๆ มารับรอง เรียกว่าถึงจะเรียนไม่จบภาคบังคับชั้นประถมศึกษา ก็มีอาชีพเป็นนัก แต่งเพลงได้ ต่างจากคำว่า “Composer” ที่แปลอย่างเดียวกันว่า นักแต่งเพลง หรือจะเรียกให้ดูโก้ขึ้นไปหน่อย ก็เรียกว่า “นักประพันธ์เพลง” แต่อย่างหลังนี่ต้องร่ำเรียนกันหลังขดหลังแข็งไม่น้อยกว่า 4 ปี ในมหาวิทยาลัยที่สอนดนตรี โดยเลือกวิชาเอกเป็น Composition
นักแต่งเพลงที่เรียกว่า Songwriter ในสหรัฐอเมริกา ถ้ามีโอกาสประสบความสำเร็จมีเพลง ดังขนาดเผยแพร่ไปทั่วโลกได้แค่เพลงเดียว ก็สามารถทำรายได้ในปีนั้นประมาณ $ 200,000-300,000 หรือประมาณ 6-10 ล้านบาท นี่แค่เป็นพวกโนเนมฟลุกฮิตขึ้นมาเพลงเดียวแค่นั้น ถ้าเป็นพวกซูเปอร์สตาร์ละก็เอาเลข 10 คูณเข้าไปก็พอ เฉพาะค่าอนุญาตให้นำเพลง “Every Breath You Take” ของ “Sting” ไปใช้ในเพลงแร็พสุดฮิตชื่อ “I’ll Be Missing You” หนึ่งต้นฉบับก็แค่ประมาณ $ 600,000 หรือประมาณเกือบ 20 ล้านบาทแค่นั้นเอง (ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง “Confessions of a Record Producer” เขียนโดย Moses Avalon) และถ้ามีใครไปสัมภาษณ์ “Sting” ว่า “คุณแต่งเพลง นี้ออกมาได้ยังไง” แล้ว “Sting” ก็ตอบว่า “อยู่ดีๆ ก็มีคำร้องกับทำนองขึ้นมาในหัวเอง” โฮ! ช่างเป็นอาชีพที่พระเจ้าประทานพรมาให้อย่างเต็มๆ
Paul Simon บอกว่า เพลง “Bridge Over Troubled Water” ก็มาทั้งคำร้องและทำนองพร้อมๆ กันเหมือนดีดนิ้วโป๊ะก็มาปั๊บ แต่ก่อนที่เขาจะแต่งเพลงนี้เขาได้อ่านพระคัมภีร์ (the bible) ที่เขาหยิบมาจากโรงแรมที่เขาไปพัก ขณะที่อยู่บนเครื่องบิน ตอนกลับจากการไปแสดงในสถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่ามีใครเคยคำนวณหรือเปล่าว่าเฉพาะเพลงนี้เพลงเดียว ทำเงินให้ทั้งวงการดนตรีของสหรัฐอเมริกากี่ล้านเหรียญแล้ว และก็ยังไม่มีทีท่าว่าเพลงนี้จะหยุดทำเงินได้เลย
นักแต่งเพลงบางคนก็ต้องการคู่หูมาร่วมกันแต่ง ที่เรียกว่า “Colaboration” เป็นการทำงานเป็นทีม ที่ถ้าแยกกันทำก็ทำได้ แต่จะไม่ดีเท่าร่วมกันแต่ง ในประวัติศาสตร์ดนตรีมีมากมายหลายคู่ทีเดียว ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดน่าจะเป็น John Lennon กับ Paul Mccartney ที่ใช้ชื่อร่วมกันว่า “Lennon/Mccartney” และในยุคละครบรอดเวย์เฟื่องฟูก็คงไม่พ้น “Ira/George Gershwin” สองพี่น้องที่พระเจ้าให้เกิดมาทำงานด้วยกัน บางคู่นอกจากจะเป็นคู่หูแล้ว ยังเป็นคู่รักกันด้วย เช่น Carol King กับ Gerry Goffin ที่ระหว่างเป็นสามีภรรยากันนั้นได้แต่งเพลงฮิตออกมามากมาย Gerry เล่าว่า กว่าที่เขาทั้งสองจะได้เพลง “Will You Love Me Tomorrow?” ที่ฮิตถล่มทลาย มาได้นั้น เขาทั้งสองได้แต่งเพลงห่วยแตกมาแล้วถึง 150 เพลง
ในตำนานครูเพลงของเราก็มีเรื่องเล่าขานถึงช่วงเวลาอันน่ามหัศจรรย์นี้อยู่เช่นเดียวกัน เช่น ครูชาลี อินทรวิจิตร ครูสง่า อารัมภีร์ ที่แต่งเพลงฮิตกันสดๆ หน้าห้องบันทึกเสียงก็มีให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ ผมไม่แน่ใจในข้อมูล เพราะหาที่ค้นคว้าได้ยากเหลือเกิน ที่ได้ยินมาก็มีเพลงท่าฉลอม และเรือนแพ ซึ่งเป็นเพลงอมตะของเราตลอดกาลเช่นกัน
นักแต่งเพลงเหล่านี้ นับได้ว่าเป็นมนุษย์พิเศษ จึงต้องมีกฎหมายลิขสิทธิ์ออกมาคุ้มครอง โดยเฉพาะในต่างประเทศเขาจะยกย่องและให้เกียรติเป็นอย่างมาก เพราะที่จะบันดาลเพลงเอกขึ้นมาแค่ช่วงอึดใจเดียวนั้น เป็นเรื่องที่เขาเหล่านั้นจะต้องสร้างสมประสบการณ์มาเป็นสิบๆ ปี แต่บางทีของเรากลับมองว่า ทำออกมาได้ง่ายดายอย่างนี้ แล้วจะมาเรียกเงินแพงๆ กันได้อย่างไร ครูเพลงบางท่านก็ใจดีเสียอีก “มีเท่าไหร่ก็เอามาแล้วกัน” ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ครูเพลงบางท่านถูกขอให้เซ็นชื่อในกระดาษเปล่า
นอกจากจะได้เงินน้อยแล้ว วันหนึ่งยังมาพบอีกว่า ลิขสิทธิ์ในบทเพลงก็ถูกโอนไปเป็นของคนอื่นเรียบร้อยแล้วอีกด้วย ใครจะมองว่าเป็นเรื่องฉลาดในการทำธุรกิจก็ตาม แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องทำเวรทำกรรม เป็นบาปติดตัวกันไป
ช่วงนี้กำลังทำเวิร์กช็อปเรื่องการแต่งเพลงให้แก่ สสส. เพื่อให้เยาวชนหันมา "แต่งเพลง เพื่อคุณความดี" ให้แก่สังคม ผมคงจะหมกหมุ่นอยู่กับเรื่องการแต่งเพลงและนักแต่งเพลงไปสักระยะหนึ่ง และก็คงนำมาเล่าในคอลัมน์นี้ต่อไปอีกสักสองสามตอนนะครับ
"จิรพรรณ อังศวานนท์ "



