บันเทิง

 Erotic Filmnoir
งานหาทำยายากแต่เป็นงานเด่น

Erotic Filmnoir งานหาทำยายากแต่เป็นงานเด่น

27 ส.ค. 2553

วันก่อนเดินอัดรายการ four four two weekend ของทางช่อง 11 ที่ออกอากาศคืนวันเสาร์ 3 ทุ่มครึ่ง (ร่วมผลิตโดยเนชั่นฯ) ผมไปเจอพ่อค้าร้านอาหารมานั่งคุยว่า อ่าน นสพ.คมชัดลึก และเริ่มสนใจศัพท์แสงเล็กๆ น้อยๆ ในบทความ เขาค่อยๆ ซื้อหนังสือและหัดแปล

 ผมคิดว่านี่ คือแรงจูงใจที่ดีของคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งแม้แต่อาชีพนักข่าวหลายคนก็ยังสู้ไม่ได้ ผู้ชายคนนี้อายุมากแล้ว แต่เรียนสถาปัตย์มา เขาไปแปลเจอคำว่า Erotic noir  เลยอยากให้เขียนแนะนำงานใหม่ๆ ที่พอจะหาดูได้แบบไปร้านก็เจอแน่ๆ

 ปรกติหนังตระกูลนี้ ผมชอบงานยุคเก่าคลาสสิกแถว 50-60-70  แต่ถ้าเป็นหนังแนะนำยุคใหม่ มองๆ ไปเอาแบบที่ไปร้านขายแผ่นแล้วแน่ๆ  เพราะเพิ่งเห็นก็คือ flozen flower กับ lust caution ถ้าดูต้นฉบับเลย  ถือเป็นงานที่เด่นในแง่ของการใช้ศิลปะหลากทางเข้าไปรับใช้เนื้อหา

 ผมว่า flozen flower เร้าความรู้สึกได้มากกว่า lust caution แต่เรื่องหลังมีอะไรซับซ้อน น่าพูดถึงมากกว่าเรื่องแรก
พวกอีโรติก นัวร์ หรืออีโรติกฟิล์มนัวร์นั่นเอง เป็นงานที่ผสมผสานรูปแบบมาจากตระกูลทริลเลอร์ที่เด่นมากในยุค 50
หนังอีโรติกของหลายๆ คน สร้างเรื่องขึ้นมา และเอาสไตล์ของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก  มาเล่าให้ช้าลง เน้นการจัดแสงมาก ใช้คีย์ต่ำ
และมีดิดชันที่น้อยกว่าหนังในแนวทางอื่นๆ

 ตอน Lust Caution ออกฉาย ชื่อหนังถูกนำมาล้อเลียนว่าโป๊มาก ถึงขนาดเล่ยคำว่า Caution : Lust  ผู้กำกับคือของ อังลี  และทำเป็นหนังพีเรียดดราม่าย้อนยุคที่มีลุคแบบฟิล์มนัวร์  เล่าถึงการวางแผนลอบสังหารเจ้าหน้าที่สำคัญที่เข้าร่วมมือกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2โดยใช้หญิงสาวเป็นเครื่องมือหลอกล่อเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว

 สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่กล่าวถึงมากเห็นทีจะเป็นการพูดถึงประวัติศาสตร์ของชาวจีนแต่ผ่านมุมมองเรื่องเซ็กซ์บวกกับลีลาท่วงท่าในการปฏิบัติกามกิจที่แสนอื้อฉาว อย่างไรก็ตามการเข้าถึงปมของตัวละครก็สำคัญพอๆ กัน

 หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องสั้นเรื่อง Se jei ของ ไอลีน ชาง นักเขียนจีนชื่อดัง  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่ญี่ปุ่นยึดครองเซี่ยงไฮ้ในช่วงทศวรรษ 1940 อังลี ผกก. ผู้โด่งดังจาก Brokeback Mountain  เติบโตในไต้หวันแต่ได้รับการชุบเลี้ยงจากฮอลลีวู้ด  จากหนังที่พูดถึงความสัมพันธ์อื้อฉาวระหว่างสองคาวบอยหนุ่ม มาเป็นแบบหญิงร้าย  ชายเลว

 ใน Lust, Caution อังลีได้รับแรงบันดาลใจรูปแบบใหม่ๆ ทั้งวิจิตรพิสดาร หากไม่นับท่วงทำนองการร่วมเพศที่รุนแรงกับการทำรักหลายท่าหลากลีลานั้น  การใช้เครื่องมือปลุกอารมณ์บางชนิดกับวิธีการแบบซาดิสม์ มาโซคิสม์  อาจเรียกได้ว่ายิ่งกว่าตำรากามสูตรเสียอีก (หนังที่เขาได้รับแรงบันดาลใจจากการเล่นกับความมืดในแบบฟิล์มนัวร์ เช่น Notorious  ของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก)

 ตอนนั้น องค์กรกิจการภาพยนตร์ (MPAA)ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดการดูแลการจัดเรตหนังในอเมริกา พวกเขาไม่ยอมเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องการควบคุมหนังบ้าง

 มันชวนให้นึกถึง แอนโทนี่ คอมสต็อก   นักเขียนและนักปฏิรูปชาวอเมริกันผู้วางระเบียบควบคุมเรื่องเพศ ทุกกระเบียดนิ้ว แต่เขากลับควบคุมเรื่องที่เกี่ยวกับความรุนแรงเพียงหยิบมือเท่านั้น ซึ่งเหตุผลเป็นเรื่องของการได้เสียในเรื่องผลประโยชน์จากโรงภาพยนตร์ชั้นนำ จึงจัดเรตให้หนังได้ NC-17นั่นคือผู้มีอายุตั้งแต่สิบเจ็ดปีลงไปห้ามดูเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีผู้ปกครองรับชมด้วยก็ตาม (NC-17 คือเรต X ดีๆ ในอดีตนั่นเอง)

 เหตุผล คือฉากเซ็กส์แบบถึงพริกถึงขิง กับสภาพเปลือยเปล่าของสตรีเพศที่อาจทำผู้ชมขวัญกระเจิงได้ (เช่นผู้หญิงไม่ยอมโกนขนรักแร้)แต่ลองคิดดูองค์กรนี้กลับจัดเรต Rให้แก่หนังบางเรื่องที่ตัวละครโดนทารุณกรรมโดยการซ้อมทำร้ายจนเสียชีวิต ภาพลักษณ์ที่ร้อนแรงของ เหลียง เฉา เหว่ย  อาจทำให้ใครต่อใครกระสับกระส่าย

 นักแสดงไอคอนของ หว่อง กา ไว  ที่เราเห็นความสามารถของเขามาแล้วใน In the Mood for Love กับ 2046 เหลียง เฉา  เหว่ย แสดงเป็นมิสเตอร์ เย่ นักการเมืองที่ร่วมมือกับชาว ญี่ปุ่น อันที่จริง เย่  น่าจะเป็นผู้ชายที่ร้ายเอามากๆ แต่ภาพรวม เขาได้ก้าวข้ามตัวละครแบบร้ายๆ  จนมองเห็นความโศกเศร้า

 ขณะเดียวกันก็เป็นคนแข็งๆ  เราจะเห็นว่าเขาเลือกที่จะปฏิเสธผู้หญิงโดยการลงไม้ลงมือมากกว่าวิธีการอื่น  และคู่ขาคนล่าสุด คุณนายมัค ที่แสดงโดย ทัง เหว่ย ก็ดูจะไม่ขัดข้องกับวิถีเช่นนั้น เหมือนหนังหลายๆ  เรื่องที่พยายามจะนำตัวละครมาเป็นภาพที่ปรากฏในฉากประวัติศาสตร์โดยปราศจากการเชื่อมเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไว้ด้วยกัน

 พูดง่ายๆ ก็คือประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นเพียงฉากหลังเท่านั้น แม้ว่าใน Lust, Caution ก็ไม่อาจปฏิเสธข้อครหานี้ไปได้ ผู้เขียนบท เจมส์ ชามุส กับ หวังฮุ่ยหลิง เป็นสองคนสุดท้ายที่ร่วมมือกับอังลีในการทุ่มสร้างหนังกำลังภายในอย่าง Crouching Tiger กับ Hidden Dragon

 การนำเรื่องของ ไอลีน ชาง ฉบับออริจินัลมาปัดฝุ่นโดยไม่ได้เพิ่มสิ่งที่เกี่ยวกับจิตวิทยาเชิงลึก หรืออิทธิพลของสังคมที่มีผลกระทบต่อการเมือง ประการหนึ่งคือชางเองมีวิธีการที่ปราดเปรื่อง  โดยเธอสามารถพูดถึงเรื่องเพศโดยหล่อหลอมเรื่องการเมืองเข้าไว้ด้วยได้อย่างแยบยล (สิ่งที่น่าสนใจคือบทหนังก็สะท้อนความเป็น มาตา ฮารี  สายลับสาวในฉากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและโยงไปถึงหนัง Black Bookของ พอล เวอร์โฮเว่นอีกด้วย)

 ประเด็นนี้ยากมากสำหรับ ทัง เหว่ย นักแสดงหน้าใหม่ เธอคือสาวน้อยที่ดูน่ารักๆ และสุภาพ แต่ก็ให้ความรู้สึกของความเป็นหญิงขายบริการซึ่งเข้ากับบทบาทที่เธอสวม คือเธอต้องเป็นหญิงเจ้าเล่ห์เพทุบาย ซึ่งต้องแสดงการพลีกายเยี่ยงทาสและยอมอยู่ใต้อำนาจของ เย่  ในการการเสียสละเพื่อการดำรงอยู่ของคนในชาติ  สิ่งที่เธอต้องทำคือการผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับภรรยาของเย่ (แสดงโดย โจฮัน  เชน) ทั้งนี้ก็ยังมีการทรยศ แทงข้างหลังโดยใช้ความแพศยาเป็นเครื่องมือนั่นเอง

 แต่เมื่อเธอหลงใหลเหยื่อของเธอมากขึ้น  เธอกลับค้นพบว่าตัวตนของเธอกำลังถูกต้อนให้จนมุม ทีนี้ ลองเทียบกับ flozen flower ซึ่งร้อนไม่แพ้กัน  แต่จับสเกลเรื่องเล็กลง โฟกัสง่ายขึ้น ดูง่ายกว่า แต่งานด้านแสง แม้จะมีการจัดไลท์ติ้งแบบไม่ประณีตมากนัก  แต่เมื่อใช้เสียงช่วย มันทำให้หลายคนดูหนังเกาหลีเรื่องนี้แล้ว ถึงขนาดต้องซื้อเก็บใครจะซื้อหรือดูเรื่องใดย้อนหลัง

 ทั้งสองเรื่องนี้ ถือว่าเป็นแนวางของ อีโรติก นัวร์เด่นชัด แปลกดีเหมือนกันนะ พอเป็นฟิล์มนัวร์ตรงๆ หนังในบ้านเรามักจะเจ๊ง แต่พอใส่เนื้อหาเกี่ยวกับอีโรติกเข้าไป คนดูมีมากขึ้นถึง 46 %

"นันทขว้าง สิรสุนทร"