
มองผ่านเลนส์คม - ดูโปงลางสะออนแล้วย้อนดูตัว
กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว สำหรับคณะโปงลางสะออนที่ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่แอลเอกับซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อต้นๆ เดือนที่ผ่านมา
งานนี้อาร์สยามประสบความสำเร็จมากได้ทั้งเงินและกล่องเพราะเป็นการนำวัฒนธรรมไทยไปเสนอต่อต่างชาติด้วย แถมยังมีช็อตเด็ดๆ ที่ทำให้คนไทยในต่างประเทศถึงกับน้ำตาซึม ด้วยการนำธงไทยผืนยักษ์ไปกางบนเวทีพร้อมกับการแสดงที่สื่อถึงว่าคนไทยไม่ว่าอยู่แห่งหนใดก็เป็นไทยเหมือนกัน
ใครที่เคยคิดว่า โปงลางสะออนมีแต่ตลกโปกฮา คงต้องเปลี่ยนความคิดเพราะกว่า 5 ปีที่เข้าสู่วงการเพลง พวกเขาก็โตขึ้นและนักแสดงแต่ละคนก็มีการศึกษาไม่ใช่น้อย แต่เขาอาจจะยังไม่มีโอกาสสอดแทรกวิชาความรู้เข้าไปมากนัก เพราะต้องทำงานตามกระแสนิยมเสียก่อน
การเสนอการแสดงพื้นบ้านนั้น ปัจจุบันต้องมีการประยุกต์ศิลปวัฒนธรรมใส่สีใส่ไข่ เน้นความสนุกสนานเป็นตัวนำจึงจะอยู่รอด ถ้าขืนนำการแสดงแบบดั้งเดิมล้วนๆ ไม่มีคนอยากดูนอกจากต้องเกณฑ์กันมานั่งให้เต็มๆ เท่านั้น
แม้แต่หมอลำพื้นบ้านของอีสานกำลังจะถูกกลืนหายไป ก็มีหมอลำซิ่งเข้ามาเป็นกำลังเสริม หลายคนบ่นว่า การแสดงหมอลำซิ่งในปัจจุบันจะมีมุกใต้สะดือมากมาย แต่ต้องทราบพื้นบ้านกันว่า สมัยก่อนเขาเล่นกันซอดแจ้ง คือเล่นกันยันสว่างในงานบุญให้คนดูไม่ง่วง และคนดูตอนดึกๆ ก็มักเป็นผู้ใหญ่มากกว่า
การเปิดตลาดคอนเสิร์ตพื้นบ้านของโปงลางสะออนเป็นเรื่องที่น่าจับตาดู เพราะมีการขายไปสู่ทวีปอื่นๆ ด้วย เช่นในออสเตรเลีย ในลำดับต่อไป
คำว่า "สะออน" เป็นภาษาอีสาน แปลว่า นิยมชมชอบหรืออาจเลยไปถึงคำว่าคลั่งไคล้ เทียบกับคำว่า mania ก็ย่อมได้
กระแสเด็กวัยรุ่นไทยคลั่งเกาหลี คลั่งญี่ปุ่น และมีหลายคนพยายามตามน้ำโดยการก๊อบปี้เขามา ทั้งๆที่หนังหน้าดารานักร้องไทยและวินัยในการฝึกฝนได้ไม่เท่าเขา ดูแล้วอายแทน
ถ้าจะสู้ทำไมไม่คิดเอาสิ่งที่เป็นไทยๆ มาประยุกต์ใหม่ขึ้นสู้กัน ดูน่าจะมีอนาคตมากกว่าไปตามก้นเขา
อย่างโทรทัศน์ช่อง 3 ที่นำซีรีส์เกาหลีเข้ามาจนได้รับความนิยม ตอนนี้กำลังให้ท่านมุ้ยผลิตภาพยนตร์โทรทัศน์ประวัติศาสตร์ เรื่อง "พันท้ายนรสิงห์" และจะนำไปฉายโชว์ที่เกาหลีด้วย เรียกว่าเอาคืนกันด้วยความต่างทางวัฒนธรรม
เราไม่ต่อต้านการรุกรานของสื่อบันเทิงต่างประเทศ แต่เราควรดูเขาเป็นตัวอย่างแล้วนำมาปรับใช้กับสิ่งที่เรามีอย่างเหมาะสมอย่างที่โปงลางสะออนทำมาแล้ว
"นคร ศรีเพชร"



