
คมเคียวคมปากกา - ใครหนอ
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 16 สิงหาคม 2553 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9
ก่อนหน้านี้เขียนถึงเพลง “แม่นี้มีบุญ” หรือ “ค่าน้ำนม” กับเพลง “อุ่นใดๆ” หรือ “อิ่มอุ่น” ครั้นจะข้ามเพลงหนึ่งไปก็เหมือนข้ามเพลงสำคัญไป นั่นคือ “ใครหนอ รักเรา เท่าชีวี” หรือ “ใครหนอ”
ดูบางรายการโทรทัศน์ ว่าด้วยแม่ เขาก็เปิด 3 เพลงนี้ประกอบรายการ เรียกได้ว่าถึงช่วงวันแม่เพลงเหล่านี้จะหนาหูเป็นพิเศษ แม้โดยวันปกติทั่วไปเพลงนี้ก็มีผู้เปิดฟังอยู่สม่ำเสมอ
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม โรงเรียนอนุบาลมหาไถ่ศึกษา บ้านไผ่ ที่ลูกชายและหลานสาวเรียนอยู่ เขามีกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ ในฐานะผู้ปกครองจึงได้เข้าไปร่วมงานด้วย ได้ฟังเด็กตัวเล็กตัวน้อยประสานเสียงร้อง 3 เพลงนี้ รวมทั้งเพลงชาติ และเพลงสดุดีมหาราชา เสียงของเด็กนั้นมีพลังกังวานสะท้านใจ ฟังแล้วเหมือนเห็นการหมุนของโลกรอบตัวเรา เห็นพลังงานของมนุษย์ที่ถ่ายเทไปในชั้นบรรยากาศของโลก
ในแผ่นพับรายการแสดงของเด็กๆ ผมเห็นรายชื่อเพลง “ค่าน้ำนม” “ใครหนอ” และ “อิ่มอุ่น” เพลงเหล่านี้น่าจะตรงใจใครหลายคนหลายกลุ่ม เชื่อว่าโรงเรียนไหนๆ จัดงานว่าด้วยแม่ เมื่อคิดถึงเพลง ย่อมไม่พ้นเพลงเหล่านี้ แม้จะว่าไปแล้วเพลงว่าด้วยแม่ยังมีอยู่มากมาย
“ค่าน้ำนม” และ “อิ่มอุ่น” เขียนถึงไปบ้างแล้ว คราวนี้ขอเขียนถึง “ใครหนอ” บทประพันธ์อมตะของ สุรพล โทณะวณิก เพลงนี้มีอายุมากกว่าชีวิตผมเสียอีก ข้ามพื้นที่และเวลามายาวนาน มีคนขับร้องมากมายมหาศาล ตั้งแต่รุ่นเก่าแก่อย่าง สวลี ผกาพันธุ์ จนถึงรุ่นเด็กๆ อย่าง สไปซี่ คิดส์ เพลงนี้นอกจากจะเคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานในปี 2507 มาถึงวันภาษาไทยปี 2552 ยังได้รับการเชิดชูในฐานะผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีต จากโครงการเพชรในเพลง กรมศิลปากร
"ใครหนอ รักเรา เท่าชีวี ใครหนอปรานีไม่มีเสื่อมคลาย ใครหนอรักเราใช่เพียงรูปกาย รักเขาไม่หน่าย มิคิดทำลาย ใครหนา...ใครหนอ เห็นเราเศร้าทรวงใน ใครหนอ เอาใจปลอบเราเรื่อยมา ใครหนอ รักเราดังดวงแก้วตา รักเขากว้างกว่าพื้นพสุธานภากาศ...จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ...ใครหนอ รักเราเท่าชีวัน (เท่าชีวัน) ใครหนอ ใครกันให้เราขี่คอ (คุณพ่อ คุณแม่) ใครหนอ ชักชวนดูหนังสี่จอ รู้แล้วล่ะก็ อย่ามัวรั้งรอ ทดแทนบุญคุณ...”
ถ้อยคำ ความเปรียบ ยิ่งใหญ่เยี่ยงคีตกวีผู้ลึกซึ้งทั้งทางโลก ทางธรรม และชีวิต หากนำเนื้อเพลงมาวางเรียงแบบกลอน จะเห็นรูปกลอนที่เราคุ้นเคย มีสัมผัสคล้องจองทั้งนอกทั้งใน เพียงแต่ลงเสียงท้ายวรรคอิสระ เพื่อเอื้อนเป็นเพลง คิดถึงผู้แต่งเพลงนี้ อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเพลงอื่นๆ ที่เขาแต่ง อาทิ “ลมที่เป่าใบไม้โบก นั่นมิใช่เพียงแรงของลม มีลมหายใจ ของฉันผสม ฝากลมเอาไว้...” จากเพลง “ลมรัก” หรือ “คนเรานี้ คิดให้ดีก็น่าขำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ...” จากเพลง “อยากลืมกลับจำ”
สิบกว่าปีก่อนโน้น ตอนทำงาน “ชีวิตต้องสู้” กับ สันติ เศวตวิมล ย่านลาดพร้าว ผมมีวาสนาได้ทำงานใกล้ชิดกับ สุรพล โทณะวณิก หรือที่เขาขอให้เราเรียก “พี่น้อย” ผมเรียก “พี่น้อย” ติดปาก แม้ว่า “พี่น้อย” จะเกิดปีเดียวกับคุณพ่อของผมเลย ชีวิต “พี่น้อย” ช่วงหนึ่งเคยไปอยู่จังหวัดสุรินทร์ ทำให้เรามีเรื่องพูดคุยกันเพิ่มเติมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องภาษาพื้นถิ่นแถวอีสานใต้ ตอนเย็นหลังเลิกงาน พวกเราเหล่าคนหนุ่มสาวพากันไปนั่งกินดื่มตามร้านลาบก้อยข้างถนน “พี่น้อย” ก็มักไปนั่งเป็นประธานให้พวกเราด้วยเสมอ ด้วยเป็นคนใจดี มีเมตตา มีอารมณ์ขัน ใครๆ ก็ต่างรักนับถือ จำได้ว่า “พี่น้อย” นี่แหละ สอนให้ผมชอบเคี้ยวเม็ดมะขาม พี่เขาบอกว่าเป็นการบริหารฟันให้แข็งแรง เวลากินมะขามแก่เสร็จแล้ว ผมชอบเก็บสะสมเม็ดมันไว้ ว่างๆ ก็อมๆ เคี้ยวๆ เหมือนลูกอม เพลินดี (ตอนเป็นเด็กชอบที่เขาคั่วแล้ว)
วันนี้ “พี่น้อย” คงใกล้จะแปดสิบ ผมไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับ “พี่น้อย” นานแล้ว ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้าง หวังว่าคงสบายดีตามสมควรแก่วัย อยากบอกว่าผมคิดถึง “พี่น้อย” เสมอ อย่างน้อยก็ผ่านบทเพลงดีๆ ที่ฝากไว้ในสังคมไทย อยากบอกด้วยว่า...ลูกชายของผมวัยสามขวบครึ่ง ก็ร้องเพลง “ใครหนอ”
ครับ วันหนึ่งพ่อกับแม่ที่บ้านแปลกใจ เมื่อลูกกลับจากโรงเรียนแล้วร้องเพลง “ใครหนอ รักเรา เท่าชีวัน ใครหนอ ใครกัน ให้เราขี่คอ...” พร้อมเปล่งเสียง “คุณพ่อ คุณแม่” ประกอบท่าทางเหมือนถูกฝึกมา
“พี่น้อย” ครับ แม้เขาจะไม่ทันเข้าใจ “หนังสี่จอ” เป็นอย่างไร แต่เขาชอบ “ขี่คอ” แน่ๆ และเพลงนี้กลายเป็นเพลงโปรดของเขาไปเรียบร้อยแล้ว...ขอบคุณครับ “พี่น้อย” !
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



