
คมเคียวคมปากกา- "กุดจี่บทกวีเพลงแห่งแสนเพลิน
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553 แรม 15 ค่ำ เดือน 8-8
ไม่ใช่ “ตามหากุดจี่” ในแบบ สลา คุณวุฒิ นะครับ แต่เป็น “กุดจี่” ในแบบ พรชัย แสนยะมูล หนุ่มน้อยร้อยเอ็ด ผู้เติบโตจากบ้านนอก ด้วยหมอลำเพลิน หมอลำกลอน หมอลำหมู่ หนังกลางแปลง ก่อนจะได้ไปเรียนภาษาไทยที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พบเพื่อนที่ชอบดนตรีและหนังสือ กลายเป็นคนเขียนหนังสือที่ทั้งแต่งเพลงและร้องเพลง ถึงแม้ไม่ใช่นักร้องอาชีพ ก็สามารถใช้เพลงประกอบการเขียนการบรรยายเรื่องหนังสือได้อย่างมีอรรถรส เรียกว่านักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์ได้ฟัง “กุดจี่” แล้วต่างพากัน “แสนเพลิน” เลยทีเดียว (เกี่ยวกับ “หมอลำเพลิน” ในอดีตไหมนี่?)
ในฐานะ “คนร้อยเอ็ด” แบบ ขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด หรือ “คนบ้านเดียวกัน” แบบ ไผ่ พงศธร เราพบตัวต้องชะตากันมานานปี ตั้งแต่เขาเป็นหนุ่มน้อยอยากเขียน กระทั่งเป็นคนเขียนหนังสือผู้ขยันครบเครื่อง จนสามารถตั้งสำนักพิมพ์ “ไม้ยมก” เลี้ยงดูครอบครัวได้ ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นนักเขียนพึ่งพาตัวเองได้จากการเขียนและขายหนังสืออย่างมีช่องทางเฉพาะตัว นอกจากฝากสายส่งจัดจำหน่าย ยัง “เดินสายไปปลูกฝัน” ตามโรงเรียนต่างๆ ทั้งทำให้การเขียนการอ่านเป็นเรื่องมีเสน่ห์ และขายหนังสือด้วยราคาลดพิเศษ
นอกจากผลิตหนังสือ เขียนบทกวี เขียนนิยาย เขียนคอลัมน์ ยังผลิตเพลงในแบบของเขา ด้วยอารมณ์ที่เสียดสี ยั่วล้อ โดยใช้ปฏิภาณกวีจากการเรียนภาษาไทย แถมระยะหลังนี้ขยายวงไปยังการผลิตหนังสือกลอนประกอบภาพการ์ตูนสำหรับเด็ก เรียกได้ในยุคนี้คงไม่มีนักเขียนหนุ่มคนไหนมีผลงานร่วมร้อยเล่มเช่นเขา บางทีอาจถึง 101 เล่ม ตามชื่อจังหวัดบ้านเกิดของเขาแล้วก็ได้
โดยมิได้ออกแบบวางแผนอะไร แต่เราก็มักจะถูกเลือกถูกจัดให้เดินทางไปบรรยายด้วยกันเสมอ หลายครั้งเวลาคนเชิญผมก็มักพ่วงด้วยเขา เวลามีคนเชิญเขาก็มักพ่วงด้วยผม สองคนสองมุมสองแบบถ้าไปทำหน้าที่ด้วยกันสัก 2-3 ชั่วโมง รับรองไปด้วยกันได้แบบน้ำมันเครื่องไม่หมดง่ายๆ
วันหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ โรงเรียนร่องคำ เมืองกาฬสินธุ์ เชิญผมกับ “กุดจี่” อีกเช่นกัน เขาขับรถจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยภรรยา “มะเหมี่ยว” และลูกสาว “น้องต้นฉบับ” ผ่านทางไปรับผมด้วย ถึงวันงานก็ทำงานกันทั้งเช้าบ่าย หนังสือเขาขายดีมาก ทั้งลดราคาและบริจาคห้องสมุด เที่ยวกลับก็อาสาขับรถผ่านทางไปส่งผมที่บ้านไผ่อีก ผมเห็นว่าค่ำแล้ว ไม่อยากให้เดินทางต่อค่ำมืด จึงเปิดห้องโรมแรมใหม่ให้เขาพักชื่อ “โรงแรมอินภาวา” เจ้าของเดียวกับของ “โรงแรมวันชัย” เก่านั่นแหละ เป็นโรงแรมใหม่ที่ออกแบบสวยงามทันสมัยมาก ผสมผสานศิลปะอีสานและภาคเหนือ หลายคนผ่านไปต่างประทับใจ
เรื่องของเรื่องก็เพียงแต่จะบอกว่า...ระหว่างติดรถเดินทางกับเขา นอกจากพูดคุยกันเพลินๆ ทั้งกับเขา ภรรยาของเขา และลูกสาวของเขาแล้ว เขายังเปิดบทกวีเพลงของเขาให้ฟังเพลินๆ ด้วย ตอนนั้นเพิ่งทำเป็นร่างแรกๆ ประมาณนั้นแหละ ผมฟังแล้วก็เอ่ยปากชมอยู่หลายเพลง ปกติเวลาไปบรรยายด้วยกันก็ได้ฟังเพลงของเขามาแล้วไม่รู้กี่เที่ยว แต่เพลงใหม่ๆ ของเขาทำให้ผมรู้สึกเพลินๆ ตามไปด้วยระหว่างทาง
หายไปพักหนึ่ง เขาเพิ่งส่ง “GoodG บทกวีเพลง แสนเพลิน” มาให้ ออกแบบกล่องบรรจุแผ่นเพลงเหมือนหนังสือรวมบทกวี สวยงาม น่าเก็บไว้อ่าน ขณะเดียวกันก็ได้เปิดฟังเพลง ทั้งที่เคยฟังมาแล้ว และที่เขาเพิ่งแถมมา เช่น เพลง “กางเกงลิงนายก”
เพลงของเขาจะออกไปทาง “กางเกงลิง” หรือ “หลุดตูด” ไม่น้อย บางทีก็เสียดสีการเมืองและนักการเมืองอย่าง “๑๔ ตุลาวันวาเลนไทน์” โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยรู้เรื่องแนวเพลง และฟังเพลงสมัยใหม่ไม่มากเท่าเขา แต่ก็คอยจับใจเอาแต่เพลงที่ถูกจริตตัวเองอย่าง “ฉันเอียงซ้าย เธอเอียงขวา” เพลงนี้สะท้อนความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาของคนเมืองในคอนโดได้อย่างดี เพลงอื่นที่ชอบก็อย่าง “ไปไต่ฟ้ากับฉันไหม” “ความรักมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า” และ “กอดเธอ กอดฉัน กอดกัน กอดเรา” เพลงหลังนี้ขับร้องโดยเพื่อนของเขาที่ชื่อ เมธี ทวีทรัพย์ ขณะเดียวกันหลายเพลงของเขา...ลูกสาวของเขาก็ได้แสดงบทบาทางเสียงด้วย...ดีไม่ดีโตขึ้น “น้องต้นฉบับ” อาจกลายเป็น “น้องแสนเพลิน” รุ่นใหม่
ไปบรรยายแบบนักเขียนก็ร้องเพลงแบบนักร้องได้...ไปร้องเพลงแบบนักร้องก็บรรยายแบบนักเขียนได้...คุณสมบัติแบบนี้หาไม่ง่าย...เชิญคนเดียวได้นกหลายตัว แถม “อารมณ์ดี” อีกต่างหาก!
ไพวรินทร์ ขาวงาม



