
มองผ่านเลนส์คม - 'เป็นต่อ' ทางการเมือง "เป็นข่าว" ของ นภพัฒน์จักษ์
อ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ นักข่าวสายการเมืองเนชั่น แชนแนล ในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 9482...
น่าสนใจตรงที่เขามีมุมมองต่อละครซิทคอม "เป็นต่อ" และได้ไปสัมภาษณ์ คุณจิรศักดิ์ โย้จิ้ว คนเขียนบทและผู้กำกับอย่างที่ดิฉันเองก็คาดไม่ถึง
เพราะแรกที่คุณนภพัฒน์จักษ์ ขอเบอร์จากค่ายแอ็กแซ็กท์ ต้นสังกัดผู้ผลิตละครซิทคอมเรื่องนี้จากดิฉัน ก็ไม่ได้บอกว่าจะเอาไปทำอะไร ที่สำคัญคุณนภพัฒน์จักษ์ เป็นนักข่าวสายการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับละครหรืองานบันเทิงได้
แต่อ่านแล้ว รู้สึกได้ถึง "ประเด็น" ที่เขาเห็น และ "ถาม" อย่างตรงจุด
คุณนภพัฒน์จักษ์ เกริ่นด้วยการโยงสถานการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพฯ ที่เขาทำข่าว และตั้งข้อสังเกตถึงแวดวงละครไทย ที่ไม่สามารถสะท้อนบรรยากาศของสังคมที่เกิดขึ้นจริงๆ ออกมาได้
จนเมื่อได้ดู "เป็นต่อ" ที่เขาไม่เคยคาดหวังกับเนื้อหาทางการเมืองมากนัก เพราะส่วนมากบทละครจะเป็นมุกเล่นคำ-มุกจีบสาว พร้อมกับตัวละครสาวสวยมากหน้าหลายตา ที่ผ่านไปมาทางหน้าจอ
แต่ 'เป็นต่อ' ตอน 'รักกันไว้เถิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว' คือละครตลก ที่ทำให้เขาไม่ทิ้งความหวังกับละครไทย
กว่า 40 นาที ที่ละครพูดถึงเนื้อหาของชีวิตคนไทยที่หนีการเมืองไม่พ้น ได้รับการเผยแพร่สู่สายตาของผู้ชม ทั้งคอการเมืองพันธุ์แท้ และคนที่ไม่เคยคิดจะสนใจการเมืองเลย
ยิ่งได้สัมภาษณ์ จิรศักดิ์ โย้จิ้ว ทำให้เห็นภาพชัด ผู้กำกับหนุ่มบอกว่า ตอนนี้เอามาจากชีวิตคนรอบข้าง ในครอบครัว ในห้องเล็กๆ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ไปไหนไม่ได้ สุดท้ายก็มีแง่ดีที่ทำให้ได้มาอยู่ด้วยกัน
ในบทมีตัวละครวัยรุ่นที่อกหักแล้วมานั่งที่ "บังบาร์" มาถึงก็กินเหล้าแก้อกหัก พอเด็กเสิร์ฟไปบอกว่า เขาต้องปิดร้านเพราะมีประกาศเคอร์ฟิว วัยรุ่นก็ถามว่าใครประกาศ เด็กเสิร์ฟบอกว่านายกฯ วัยรุ่นคนนี้ก็เลยสวนกลับมาว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ซึ่งมันสะท้อนสังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจในตัวของผู้กำกับคนนี้อีกมากทีเดียว ลองไปหามาอ่านดูกันนะคะ แต่อยากจะทิ้งท้ายสิ่งที่คุณจิรศักดิ์พูดไว้
"ผมก็สงสัยนะว่านักข่าวบันเทิง มันไม่เคยคิดจะสนใจในสาระของละครที่เราทำเลยหรือไง มาถามผมแต่เรื่องชู้สาว ทั้งตอนที่เป็นข่าวครั้งโน้น หรือไม่ก็มาถามผมเรื่องชาคริต...
นี่แหละครั้งแรกที่ผมได้คุยเรื่องการเมือง ได้คุยถึงสาระผ่านบทละครที่เรานำเสนอออกไป ซึ่งผมดีใจมากนะ คิดดู ผ่านมา 5 ปีแล้ว เพิ่งมีคนหันมาสนใจ"
นี่ล่ะ คือสิ่งที่ขาดหายไปของนักข่าวสายบันเทิง !
"นันทพร ไวศยะสุวรรณ์"



