
รู้ทันกฎหมาย - ฟ้องหมอ
คนเป็นหมอก็จะได้รับความเคารพ นับถือ และมีเกียรติ คนไข้ก็แสนจะว่าง่าย เพราะไม่ว่าหมอจะบอกอะไรก็ทำตามไปหมด เชื่อฟังเสียยิ่งกว่าพ่อแม่ตัวเองอีก
คนไข้ย่อมคาดหวังว่า หมอจะรักษาหรือบำบัดอาการให้หายขาดได้ และยามใดที่คนไข้ผิดหวัง และหมอไม่อาจหรือไม่อยมที่จะอธิบายให้เข้าใจว่า ทำไมไม่หายหรือทำไมถึงตาย ข้อสงสัยและหวาดระแวงจึงตามมา
แม้ว่าหมอจะต้องมีเมตตาต่อคนไข้ แต่หมอในสมัยปัจจุบันให้ความสำคัญด้านจิตใจน้อยลงไป มัวแต่ให้เวลากับการรักษา จนคนไข้รู้สึกว่า ได้รับการรักษาในเชิงการค้ามากกว่าความเมตตาที่แทรกอยู่ ความรู้สึกเกรงใจจึงเริ่มน้อยลงไป หมอเองก็หวาดระแวงคนไข้เพราะหลายรายเริ่มหัวหมอใส่หมอจนหมดกำลังใจ
ในด้านกฎหมาย หมอมีหน้าที่ที่จะต้องทำในฐานะผู้ให้การรักษาบำบัดเยียวยา หากทำไปแล้วไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ไม่ได้หมายความว่า หมอมีความผิดไปเสียทุกราย ต้องดูในรายะเอียดว่าเหตุใดจึงเกิดเรื่องขึ้น
แทบจะหาไม่ได้ที่หมอจะตั้งอกตั้งใจทำให้คนไข้เสียหายหรือตายจากการรักษา เว้นแต่เล็งเห็นได้ว่าทำแบบนี้มีโอกาสตาย และไม่มีเหตุผลอื่นมาอธิบายว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น กฎหมายท่านก็ให้ถือเป็นเจตนาได้
ที่เกิดขึ้นเสมอก็ คือความประมาทเลินเล่อเป็นประจำ ในฐานะที่เป็นหมอก็ต้องทำหน้าที่อันเกี่ยวถึงความเป็นตายและสุขภาพร่างกายของมนุษย์ด้วยความไม่ประมาท ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าหมอมีความผิดทางอาญาได้
นอกเหนือจากความรับผิดชอบทางอาญาของหมอแล้ว ยังต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งคำนวณกันเป็นตัวเลขตัวเงินก็มีจำนวนไม่น้อยในมูลค่าของชีวิตร่างกายคน ในการทำหน้าที่ของตนหมอจึงอาจเสียทั้งเงินและอิสรภาพ
นอกจากหมอแล้ว โรงพยาบาลหรือคลินิก ก็อาจตต้องรับผิดชอบทางแพ่งในความเสียหายด้วย แต่ก็ต้องดูความสัมพันธ์ว่าหมอเป็นลูกจ้างโรงพยาบาลหรือเปล่า
แต่ก็ใช่ว่าโรงหมอจะรอดตัวเสมอไป หากว่ามีส่วนในการประมาทเลินเล่อด้วยเมื่อไหร่ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน เช่น เครื่องมือปั๊มหัวใจไม่ทำงานได้ จอดเอาไว้พอจะใช้แล้วถึงรู้ว่าเครื่องเสีย เป็นต้น
ค่าเสียหายมักเป็นตัวเลขสูงจนน่าใจหาย เพราะคำนวณจากค่าของชีวิตคนจนหมดกำลังใจจะจ่าย ถึงได้มีความพยายามยกร่างกฎหมายมาช่วยผ่อนคลายปัญหานี้
คนไข้บางรายก็หัวหมอเกินไป ไม่พอใจก็ฟ้องไปโดยไม่ได้พิจารณาว่าหมอหรือโรงพยาบาลต้องรับผิดหรือไม่ บางทีคนไข้อาจมีส่วนผิดก็ได้เพราะปิดบังข้อมูล แบบนี้หมอก็เสียหายเสียเวลาและกำลังใจเหมือนกัน
คู่กับหมอก็ต้องพยาบาล ซึ่งก็ยังไม่รอดจากความรับผิด เช่น ฉีดยาผิดพลาดไม่ได้ขนาดตามที่หมอสั่ง พยาบาลก็ต้องรับผิดทั้งแพ่งและทางอาญาได้ไม่น้อยหน้า
เมื่อรู้อย่างนี้ คนไข้ก็ไม่ต้องกังวลใจว่ากฎหมายตัวใหม่จะออกมาอย่างไร เพราะกฎหมายหลักทั่วไปก็ให้สิทธิเรียกร้องเอาเรื่องกับหมอและพยาบาลรวมทั้งโรงพยาบาลได้อยู่แล้ว
ส่วนคุณหมอก็ต้องเปิดใจกับกฎหมายฉบับใหม่ อย่าเข้าใจว่าถูกกระชับพื้นที่ในการทำหน้าที่ เพราะเป็นกฎหมายที่ผ่อนปรนและแบ่งเบาภาระมากกว่า
ไม่ว่าจะจัดกองทุนเอาไว้ด้วยความใส่ใจเป็นห่วงผู้ให้บริการสาธารณสุขไม่ให้หมดกำลังใจ หากต้องจ่ายค่าเสียหาย เพราะไม่ใช่หมอจะรวยเสียทุกรายเมื่อไหร่ และยังเป็นหลักประกันให้คนไข้ได้รับการชดเชยความเสียหายโดยไม่ต้องลุ้นว่าหมอจะจ่ายหรือไม่ด้วยเช่นกัน
งานนี้อยู่ที่ใจของทั้งหมอทั้งคนไข้ในเมตตาและความเข้าใจต่อกัน บนพื้นฐานที่ว่า ทั้งสองฝ่ายก็อยากจะรักษาและได้รับการรักษาให้หายขาดหรือดีขึ้นไม่ยิ่งหย่อนต่อกัน
กฎหมายไม่ใช่เครื่องต่อรองแต่เป็นเพียงช่องทางเรียกร้องและรองรับสิทธิทั้งหลายหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา เท่านั้นเอง
"ศรัณยา ไชยสุต"



