
มองนอกดูใน - จาก วันเข้าพรรษา สู่ วันแห่งมหากุศล
เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ด้วยความสดชื่นชุ่มเย็นที่ได้รับจากสายฝน เราท่านมักจะนึกถึงการเติบโตของสรรพชีวิตรอบตัว แล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ล่ะ สามารถเติบโตขึ้นในฤดูฝนด้วยหรือไม่ เป็นคำถามที่เราคงต้องกลับมาถามตัวเอง
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 เป็นวันอาสาฬหบูชา วันที่พุทธศาสนิกชนรำลึกนึกถึงการเคลื่อนพระธรรมจักร หรือพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ในปีแรกที่ทรงตรัสรู้ ถือเป็นเหตุให้เกิดสังฆรัตนะ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลังจากที่ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรจบลง ท่านอัญญาโกญฑัญญะก็ได้ธรรมจักษุ มีดวงตาเห็นธรรม คือการเข้าใจและรู้ความเป็นจริงของสรรพสิ่งว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา” และได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทเป็นสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา
รุ่งขึ้น...วันอังคาร เป็นวันเข้าพรรษา พรรษา แปลว่า ฤดูฝน การเข้าพรรษา คือ การเข้าสู่ฤดูฝน ขอเชิญร่วมเดินทางอย่างพร้อมเพรียงเข้าสู่ฤดูฝนด้วยการร่วมอธิษฐานพรรษา สู่มรรคาแห่งการตื่นเพื่อชีวิตที่งดงามและเป็นอิสระ
ด้วยการหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาให้งอกงามในใจ ด้วยการเฝ้าสังเกตอย่างมีสติ เมื่อสติอารักขาจิต แล้วเราจะมีก้าวย่างที่ดำเนินไปด้วยทุนของชีวิตคือจิตที่เบิกบาน ละเว้นการทำบาปนานา...นำพาความไม่ดีออกจากจิตใจ มุ่งมั่นที่จะเร่งสร้างคุณงามความดีที่เป็นคุณค่าต่อชีวิตให้มากขึ้น และรักษาใจของเราให้ทรงไว้ซึ่งความเป็นปกติขาวรอบจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
ใครตั้งสัจจะอธิษฐานไว้อย่างไร ก็ขอให้ทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ตั้งมั่น และควรแก่การที่จะทำให้สิ่งนั้นสำเร็จ ดังคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า
“บุคคลนั้นหนอ ละอนุสัยคือราคะ ในสุขเวทนาได้แล้ว, บรรเทาอนุสัยคือปฏิฆะ ในทุกขเวทนาเสียแล้ว ถอนขึ้นได้กระทั่งราก ซึ่งอนุสัยคืออวิชชา ในเวทนาอันไม่ทุกข์ไม่สุขเสียได้แล้ว, ท่านละอวิชชาได้แล้ว ทำวิชชาให้เกิดขึ้นแล้ว, จักเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้โดยแท้; ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้แล.” (จาก อริยสัจจากพระโอษฐ์ (ภาคต้น) ภาค 3 - นิโรธอริยสัจ หน้า 688 การเป็นพระอริยเจ้าไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย)
โลกใบนี้จะผาสุกและงดงามได้ก็ด้วยการทำความดี ความงาม และความจริงให้เกิดขึ้น
...
ปีที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 9 นาฬิกา 9 นาที เป็นวันและเวลาของการยกพระสถูปมนต์ประภัสสร พุทธศิลป์ในแบบวัชรยาน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสำหรับใช้งานในวิถีชีวิตศิลปะแห่งการสร้างกระแสอริยชน
ในวันนั้นมีผู้คนกว่าพันคนมาร่วมแรงร่วมใจทำความดี ความงาม ให้เป็นความจริงอย่างงดงาม
งานใดก็ตามที่ทำแล้วด้วยจิตที่เป็นกุศล ลด ละตัวตน และทำให้เกิดความสุขแห่งมหาชนนั้น ถือเป็นพุทธประสงค์ทั้งสิ้น และงานในวันนั้นก็เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจที่จะทำงานตามพุทธประสงค์ในลักษณะและวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เป้าหมายอันเดียวกัน คือการเป็นอิสรชน
จากวันนั้น ผู้คนหลายพันคนได้อาศัยร่มเงาและความสงบเย็นของพระสถูปมนต์ประภัสสรเป็นที่ภาวนาและสวดมนต์เรื่อยมา... เวลาผ่าน สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ถึงคราวที่พระสถูปมนต์ประภัสสรบอกเล่าความเป็นอนิจจัง
10 เดือนให้หลัง คือ ในวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2553 เสถียรธรรมสถานได้จัดให้มีพิธียกพระสถูปมนต์ประภัสสร อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธียกสถูปมนต์ในฐานะทรงเป็นแม่คนหนึ่ง และยังมีแม่ในโครงการจิตประภัสสร โรงเรียนพ่อแม่ พุทธสาวิกา และแม่จากชุมชนที่ทำงานร่วมฟื้นฟูประเทศไทย อาทิ บ่อนไก่ ไผ่สิงโต ร่วมฤดี บางบัว บ่อเขียว บ้านครัวใต้ มามีร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะและร่วมยกสถูปมนต์นี้ด้วย
และด้วยเหตุที่ทุกสิ่งไม่มีความบังเอิญให้เกิดขึ้น โอกาสในการทำมหากุศลร่วมกันจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทของแม่ พ่อ หรือลูก คุณคือคนสำคัญที่ถูกเชื้อเชิญให้มาร่วมงานมหากุศลในครั้งนี้
รายละเอียดงานที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดในวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2553 ติดตามได้ที่นี่ ในสัปดาห์หน้า
ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต"
***ขอเชิญร่วมสร้างมหากุศล อัญเชิญภาพพระแม่กรีนตาราลงบนผืนธงมนต์สีทองนับพันองค์ เพื่อสร้าง ‘สถูปมนต์ประภัสสร’ โดยร่วมบุญผ้าสถูปเมตรละ 500 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ เสถียรธรรมสถาน 0-2509-0085 หรือ www.sdsweb.org



