บันเทิง

คมเคียมคมปากกา - อยู่กับเด็ก

คมเคียมคมปากกา - อยู่กับเด็ก

23 ก.ค. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ - ๘

 เพื่อนฝูงที่มีลูกเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว  บางคนกลายเป็นปู่คนแล้ว  มักแสดงความห่วงใยมาถึงผู้กำลังมีลูกยังเล็ก  ว่ากันว่า - เด็กจะอยู่กับเรา  เชื่อฟังเรา  ก็ในช่วงภายในประมาณ ๖ ขวบ  หลังจากนั้นพอเข้าเรียน  เขาจะเริ่มห่างพ่อแม่ไปติดเพื่อน  ติดสังคม  ติดโลก  ไม่ว่ามัธยมศึกษา  มหาวิทยาลัย  หรือจบออกไปมีงานทำ  บางคนว่าบางทีลูกก็ “ขบถ” ชนิดแทบไม่ฟังพ่อแม่เลย  ว่าแล้วใครบางคนนั้นก็ปรับใจ “กรรมใดใครก่อ”  เพราะตอนเขาวัยรุ่น  ก็เคยเป็นเช่นนั้นมาแล้ว

 “จงฉวยเวลาไว้  อย่าวางใจกับวันพรุ่ง”  บางคนถึงกับยกวาทะกวีฝรั่ง (ที่จำชื่อไม่ได้แล้ว) มาสอนเตือน  อย่างผมลูกชายเพิ่ง ๓ ขวบเศษเอง  ยังพอมีเวลานัวเนียกับเขา  ให้ความอบอุ่นแก่เขา  หรือขอความอบอุ่นจากเขา  ด้วยการกอดรัดฟัดเหวี่ยง  ด้วยการหอมเนื้อหอมตัว  ด้วยการพาเล่น  ด้วยการพาเที่ยว  กระนั้นถึงเด็ก ๓ ขวบก็เถอะ  ใช่ว่าเขาจะไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง  บางทีเขาก็ย้อนแย้งพ่อแม่ได้  หรือมีอำนาจทางอารมณ์ความรู้สึกเฉพาะตัวได้ 

 ลูกชายผม  เขาโปรดปรานอยู่สองอย่างคือ  ของเล่น  กับแผ่นหนัง  เข้าเซเว่นฯ นี่  แทบไม่สนใจขนม  พุ่งไปแต่ที่มุมของเล่น กับแผ่นหนัง  โดยให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละครั้ง  ซึ่งเขาก็เชื่อฟัง  แต่เรื่องรสนิยมนั้น  เขาต้องเลือกเอง  เลือกให้ไม่ยอม  โดยเฉพาะแผ่นหนังนั้น  เขามีเป็นร้อยๆ แผ่น  ทั้งรู้ด้วยว่าแผ่นไหนมีแล้ว  แผ่นไหนยังไม่มี  ยังจำชื่อตัวการ์ตูนได้หมดอีกต่างหาก

 โดยส่วนตัว  ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้คลุกคลีกับเด็ก  นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งรอบตัวจะเต็มไปด้วยลูกๆ หลานๆ  ทั้งที่ตัวเล็กๆ และที่เริ่มแตกหนุ่มแตกสาว  ถือเป็นวาสนาประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลยทีเดียว  หลายปีที่อารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนไป  อย่างน้อยก็ไม่หงุดหงิดรำคาญกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ  ดีกันก็หัวเราะ  ร้ายกันก็ร้องไห้  กลายเป็นเรื่องธรรมดาประสาเด็กที่ทำใจได้

 ลูกชายกับหลานสาววัยไล่เลี่ยกัน  เพิ่งเข้าอนุบาล  เลิกเรียนก็เริ่มมีคำแปลกๆ มาพูด  มีเพลงใหม่ๆ มาร้อง  ถ้อยคำนั้นน่าจะได้จากเพื่อน  เช่น “ฮ่วย”  “เด๊” “ตั๊วะ”  “เว้ย”  “วะ”  หรือกระทั่งคำที่ออกไปทางหยาบคาย  ส่วนเพลงนั้นน่าจะมาจากครู  ซึ่งมีทั้งเพลงแบบเด็กๆ ในโรงเรียน  ประเภทงูๆ  ปูๆ หนูๆ  รูๆ  หรือ “บัวตูม  บัวบาน  บัวเหี่ยว”  และเพลงร่วมสมัยที่ครูเลือกไปเปิดให้เด็กฟัง  เพลงหนึ่งที่ได้ยินคือ “มายเนม  อีส  มิสซิส  เหี่ยน...” ของ  จินตหรา  พูนลาภ 

 เด็กวัยนี้กำลังช่างจำเพลง  จำนิทาน  มีเพลงหนึ่งของ วงเอเซียร์  เข้าใจว่าทำนองมันเร้าใจน่าฟัง  คือ “รักคนมีแฟน”  ลูกชายผมร้องได้ชัดถ้อยชัดคำเกือบทั้งเพลง  “หลงรักคนมีแฟน  แล้วมันผิดตรงไหน  สิทธิของหัวใจ  รักใครก็แล้วแต่ฉัน...”  หรือ “ตกนรกไม่เป็นไร  ให้หัวใจขึ้นสวรรค์...”  เนื้อหาวนเวียนอยู่ในเรื่องอยากรัก  แอบรัก  แค่รัก  อะไรประมาณนั้น  ส่วนทำนองผมฟังแล้วยังชอบ  เวลาขับรถไปเที่ยว  ลูกชายได้ยินเพลงนี้เป็นไม่ได้  เขาจะต้องแหกปาก  “หลงรักคนมีแฟน  แล้วมันผิดตรงไน้...”  พอพูดเล่นๆ ว่า “ผิดตรงหำ”  เขาก็เถียงทันควัน  “ไม่ช่าย...ผิดตรงหัวใจ”  หรือถ้าบอกว่า “ไม่ผิดดอก”  เขาก็จะว่า “ผิดซีพ่อ”  ที่สุดต้อง...เอ้า...ผิดก็ผิด...

 บางทีเขาก็เกิดอารมณ์แผลงๆ  แปลงเพลงให้ลงเสียงเดียว  เหมือนกลอนหัวเดียว  เช่น “หลงรักคนมีฟุย  แล้วมันผิดตรงนุ้ย  สิทธิของหัวจุย...”  ว่าไปเรื่อย  ห้ามไม่ได้อีกต่างหาก

 นิทานพื้นบ้านเด็กๆ ก็ชอบ  ลองเล่าเรื่องแม่ผัวกับลูกสะไภ้ที่ไม่ถูกกัน  อาฆาตกัน  ตายไปแม่ผัวกลายเป็นงูเขียว  ลูกสะไภ้กลายเป็นตุ๊กแก  งูเขียวจ้องกินตับตุ๊กแก  ตุ๊กแกจ้องกินไข่งูเขียว  ยิ่งในบ้านเคยมีงูเขียวกับตุ๊กแกกำลังจ้องกันอยู่ให้เห็น  ยิ่งทำให้เกิดจินตนาการเป็นตุเป็นตะ

 อยู่กับเด็ก...โลกของเด็กหมุนให้คนไม่เด็กแล้วได้หมุนตาม  นอกจากโลกของครับครัว  เขายังมีโลกของเพื่อน  โลกของครู  โลกของโรงเรียน  ยิ่งกว่านั้นคือโลกของโทรทัศน์  สำหรับเด็กแม้เพียงโลกของการ์ตูน  เราก็ต้องหมุนตามไปกับเขา  หลายครั้งที่แผ่นหนังการ์ตูนของลูก  ทำให้พ่อได้หยุดติดตามข่าวการเมืองน้ำเน่าซ้ำซาก  บทหนังการ์ตูนบางเรื่องดีมาก  ทีแรกนึกว่าผู้ใหญ่เท่านั้นที่ชอบ  แต่เด็กเขาก็ท่องได้  “ฉันไม่ใช่ฮีโร่  ฉันไม่ได้มากอบกู้โลก  ฉันแค่มาตามหาพ่อ...”

 ครับ  จากเรื่อง “คาเมนไรเดอร์ดราก้อนไนท์  อัศวินมังกรพิทักษ์โลก”  ผมพลอยชอบการ์ตูนประเภทแปลงร่างไปกับลูกด้วย  ทั้งที่ตอนตัวเองเป็นเด็กนั้น  ไม่เคยมีหนังพวกนี้ดูเลย!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"