
มองผ่านเลนส์คม - ขอโทษ!
เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า
เรารุนแรงไปหรือเปล่า
ฟังความข้างเดียวหรือเปล่า
ทำหน้าที่ของตัวเองหรือเปล่า
คิดถึงประชาชนหรือเปล่า
โกงหรือเปล่า
เอาเปรียบหรือเปล่า
ให้ปัญญาประชาชนหรือเปล่า
เสื่อมหรือเปล่า
รักเงินมากกว่าความถูกต้องหรือเปล่า
แล้วรอความช่วยเหลืออย่างเดียวหรือเปล่า
ถ้าจะมีคนผิดก็คงมีเราทั้งหมดที่ผิด
ถ้าข้อความข้างต้นถ่ายทอดผ่านสื่อโฆษณา แน่นอนว่าคำถามเหล่านี้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นการกระตุ้นจิตสำนึก ให้เราหันมามองตัวเอง
แต่โฆษณา "ขอโทษประเทศไทย" มิได้มีเพียงถ้อยคำ หากแต่มีภาพจากเหตุการณ์จริงมาประกอบด้วย...
ภาพม็อบของกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ภาพกลุ่มคนเสื้อแดงเผาทำลายศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยวย่านราชประสงค์ ภาพสิ่งก่อสร้างโฮปเวลล์ที่กลายเป็นสุสาน ภาพพระนอกรีดที่ถูกจับ ภาพละครทีวีน้ำเน่าที่มอมเมาเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เรื่อยไปถึงภาพธงชาติไทยที่แหว่งวิ่นที่ปลายเสา!!
เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนรับรู้และเห็นจากภาพข่าวมาแล้ว
เป็นเรื่องจริง ที่บางคนอยากให้จารึกและจดจำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม
แต่ทว่า บางคนแม้แต่ข่าวยังเบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็นซ้ำอีก
นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่คณกรรมการเซ็นเซอร์โฆษณาจากฟรีทีวีทั้ง 4 ช่อง (3, 5, 7, 9) และสถาบันการศึกษา รวมทั้งสมาคมนักโฆษณาหารือกันแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้แบนโฆษณาชิ้นนี้ แต่ยังให้คนทำกลับไปสร้างสรรค์ แล้วมาเสนอใหม่
เรื่องนี้เกิดขึ้นราว 3 สัปดาห์มาแล้ว
เป็น 3 สัปดาห์ที่มีการพูดถึงการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างมากมาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ออกมาในแง่การถามหาเหตุผล และอยากรู้ถึงมาตรฐานการตัดสิน
ทั้งที่เป็นเรื่องจริง...
แม้จะยังไม่มีการออกมาแถลงถึงความแคลงใจ แต่คนวงในได้บอกกับดิฉันว่า เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เพราะประเทศเราตอนนี้เหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้ หากได้รับของเผ็ดร้อนเข้าไปอีก อาจเกิดการขยายผลลุกลามถึงขั้นรุนแรงได้
ยิ่งเราอยู่ในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่คนยังไม่แข็งแรงพอ
การดูโฆษณาเหมือนการสะกดจิต ทุกคนเรียนรู้บทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องตอกย้ำภาพมากจนเกินไป
เอาสั้นๆ ว่า โฆษณานี้ "คอนเซ็ปต์ดี แต่สื่อด้วยพลังลบ!!"
ฟังดูแล้ว คนรักเสรีภาพคงแย้งออกมาทันที
เสียงจากอินเทอร์เน็ตกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ถึงได้บอกว่านี่เป็นการปิดกั้นการรับรู้ของคนในสังคม เรากำลังหลอกตัวเอง ถึงเวลาที่เลิกหน้าไหว้หลังหลอกกันได้แล้ว
ขณะที่เสียงน้อยๆ แทรกเบาๆ ขึ้นมาว่า
"ในฐานะที่เป็นเจ้าของสถานที่ที่โดนเผา ไม่ชอบไม่อยากดู มันหดหู่ มันเสียดาย" ?
หรือคนกลางเองที่อยากมีส่วนร่วม...
"เสียดายน่าจะมีฉากสไนเปอร์?ก่อนฉากเผานะ ถ้าชอบความจริงมันต้องมีฉากนี้ด้วย เห็นถามกันเยอะ เผาทำไม เขาไม่อยากให้เกิดความแตกแยกครับ? อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป เราทุกคนควรจะช่วยกันพัฒนาประเทศไม่ใช่หรอ ไม่ใช่เอาแต่ทะเลาะกันเอง ดึงรั้งไม่ให้ไปไหน ทุกอย่างมันให้อภัยกันได้"
การพยายามเยียวยาหัวใจเป็นสิ่งดี อยู่ที่ว่า "เรา" ทำหน้าที่นี้กันดีพอแล้วหรือยัง!
"นันทพร ไวศยะสุวรรณ์ "



