
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - ดนตรีไทยระดับประถม
ผมไปงานศพบ่อยกว่างานแต่งงาน ยิ่งงานบวชผมยิ่งไม่อยากไป ไม่อยากเห็นคนเมารำหน้านาค ไม่อยากเห็นคนถือขวดเหล้า นำขบวนแห่วนรอบโบสถ์ ไม่ชอบงานเลี้ยงฉลองที่มีวงดนตรี สตริง ทั้งที่ความจริงคือมี คอมพิวเตอร์ เครื่องเดียว กับตู้ลำโพงขนาดมหึมาที่สร้างแรงสั่นสะเทือน
ผมรู้เห็นเป็นพยานถึงความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมการบวชของชาวพุทธในประเทศไทยเรามาตลอด ค่านิยมเรื่องหาลิเกมาฉลองนี่ ผมรับได้ เพราะจะอย่างไร ลิเกก็คือ “ลายไทย” เหมือนช่อฟ้าใบระกาหน้าบันโบสถ์ แต่ไอ้วงดนตรีสมัยใหม่นี้ มันฉาบฉวย และโฉ่งฉ่างสิ้นดี ยิ่งมีหางเครื่องนุ่งน้อยห่มน้อยมาเต้นกระเด้งกระเด้าในงานบวชนี่ ผมว่ามันไม่เหมาะไม่ควร ไม่รู้กาลเทศะ มันสะท้อนว่า ชาวพุทธเราไม่ใส่ใจเนื้อหาสาระของการบวชเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าบวชเพื่ออะไร บวชไปทำไม แต่คนส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงาม ผมที่เป็นคนส่วนน้อยทำได้เพียงปิดปากและปลีกตัวออกมา ผมไม่ว่าใคร ใครก็อย่ามาว่าผมละกัน ที่ผมไม่ยอมไปงานบวชแบบที่ว่านั้น แต่ก็ยินดีเป็นที่สุดสำหรับงานบวชที่เหมาะที่ควรที่ดีที่งาม เรียบง่าย และรู้แก่นรู้สาร
สำหรับงานศพนั้น จะอย่างไรเราก็ต้องไป เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ยังอยู่ ผมอาจไม่ชอบ “วัฒนธรรมโซฟา” อยู่บ้าง แต่ก็ยอมรับได้ เข้าใจได้ที่ชาวบ้านจัดที่ทางพิเศษไว้ให้ท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ และนักการเมืองตามลำดับชั้น
ที่ผมชอบก็คือ โฆษกประจำงาน ที่ช่างสรรหาโคลงกลอนมาสอนธรรมะ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ชอบอีกอย่างก็คือ ก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ข้าวต้ม ที่เจ้าภาพเตรียมไว้เลี้ยงแขก ทั้งที่ผมแทบไม่เคยกิน
ที่ชอบอีกอย่างคือ วงดนตรีที่ประโคม ทั้งแตรวงชาวบ้าน บางทีมีวงดนตรีไทย พิณพาทย์ เครื่องสาย หรืออังกะลุง ของนักเรียน
ในพื้นที่ของผม มีโรงเรียนประถมหลายโรงเรียนที่มีวงดนตรีไทย โอกาสที่จะได้แสดงฝีมือก็คือในงานศพนี่แหละ บางโรงเรียนฝีมือเฉียบขาดมาก เด็กๆ ชายหญิงนั่งพับเพียบเรียบร้อย เล่นอังกะลุงกันด้วยจิตนิ่งดิ่งด่ำสมาธิ คุณครูผู้ฝึกสอนก็ดูมีความปีติภาคภูมิใจในผลงานของวงดนตรีเล็กๆ ที่ช่วยกันฟูมฟักมา เด็กๆ ได้รับการกล่อมเกลาได้ฝึกฝนการดนตรี ได้ร่วมมือร่วมใจ ได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ ความผูกพันที่โยงใยกันในนามของสังคม
ส่วนที่ขาดคือ การส่งเสริมที่เป็นระบบ เท่าที่เป็นอยู่คือความสามารถเฉพาะตัว ตามใส่ใจเฉพาะตน ของครูบางคนที่เห็นค่า แต่กลับไม่มีกลไกทางราชการช่วยส่งเสริมเท่าที่ควร ซึ่งแม้แต่ทางระดับองค์กรก็ขาดแคลนผู้บริหารที่สนใจ เข้าใจ เรื่องศิลปวัฒนธรรม ดังจะเห็นได้จากการที่ส่วนราชการเองก็ยังมีรสนิยมไปในทาง “คาราโอเกะ” เสียมากกว่า จะร้องจะเล่นจะเต้นจะรำ ก็ออกไปทางฉาบฉวย โฉ่งฉ่างอย่างว่า วงดนตรีไทยในโรงเรียนจึงไม่ได้รับความใส่ใจ เพราะใจมันไปใส่แต่ทาง “คาราโอเกะ” โอกาสที่จะได้แสดงออกมีแต่งานศพเท่านั้นเอง
โรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่มีวงดนตรีไทยกันทั้งนั้น แต่ปัญหาคือ มีแต่เครื่องดนตรี เก็บไว้ในตู้ในห้อง ขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญ บางโรงเรียนอาจจ้างผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น แต่ก็ขาดการส่งเสริม ขาดกิจกรรมต่อเนื่อง กล่าวง่ายๆ คือ ขาดทิศทางที่เป็นระบบ
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเรียนรู้ให้กว้างลึก ใส่ใจในสุนทรียศาสตร์ กล้าหาญที่จะทวนกระแสวัฒนธรรมอันฉาบฉวย อย่างน้อยในสถานศึกษา เวลาจะจัดงานเลี้ยงสังสรรค์อะไรก็น่าจะใช้วงดนตรีของโรงเรียน ซึ่งควรจะถึงพร้อมด้านคุณภาพไว้ให้สมกับเป็นสถานศึกษาแหล่งศาสตร์ศิลป์
ในฐานะผู้นำ มิใช่ผู้ตามก้น เป็นผู้บริโภคศิลปะกำมะลอที่ไร้รสนิยมอย่างที่เห็นกัน
งานศพที่ผมไปฟังสวดอยู่ที่ ต.เกยไชย วงอังกะลุงของโรงเรียนบ้านเนิน บรรเลงได้ไพเราะเฉียบขาดมากเลยครับ ขอให้กำลังใจคุณครูและเด็กๆ และผู้บริหารโรงเรียน มา ณ ที่นี้
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



