บันเทิง

"มอส"ควง"พิม"พาชม-ชิมของดีเมืองเพชร

"มอส"ควง"พิม"พาชม-ชิมของดีเมืองเพชร

18 ก.ค. 2553

มาถ่ายละครที่ จ.เพชรบุรีตั้งนาน แถมกระแสละครเรื่อง “หัวใจพลอยโจน” ที่ได้ “มอส” ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ มารับบท บุญเกิด และ “พิม ซาซ่า” พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร มารับบท แสนหวาน แห่งบ้านตาลเดี่ยว ก็กำลังแรงได้ที่ งานนี้ “คม ชัด ลึก” เลยชักชวน พระ-นาง ของเรื่องพาทั

 เราเริ่มเคลื่อนพล กันตั้งแต่เช้าเพื่อไป จ.เพชรบุรี เพราะทั้งบุญเกิดและแสนหวาน เอ๊ย! ทั้งมอส และพิม ซาซ่า ต่างรอเราอยู่ที่เมืองเพชรแล้ว วันนี้ทั้งมอสและพิมออกอาการดี๊ด๊าเป็นพิเศษ เพราะมาปักหลักถ่ายละครที่จังหวัดนี้ตั้งนาน แต่ไม่เคยไปไหนนอกกองถ่ายซ้าก...กที

 งานนี้ทั้งคู่เลยเตรียมพร้อม แต่พอเราได้ปะหน้าทั้งคู่ปุ๊บ ก็รู้ทันทีเลยว่าทั้งคู่จะพาเราเข้าสวนนั่นเอง แต่ไอ้สวนที่ว่าไม่ใช่ที่บ้านตาลเดียว (ชื่อ อ.ในละคร) นะตัวเอง แต่เราจะไปที่สวนลุงรชตะ อำพันธ์ ซึ่งที่นั่นเป็นที่กลุ่มแปรรูปตาลโตนด หนองกะปุ อ.บ้านลาด เพราะนอกจากทั้งคู่ จะไปชมสวนเก็บน้ำตาลแล้ว  ยังไปลองเคี่ยวน้ำตาลสดกันด้วย

“รองเท้าพิม จะเข้าสวนหรือปีนเขา” มอสแซวเสียงดัง ทำเอาสาวพิมค้อนขวับ เพราะสาวพิมล่อบูทปีนเขาสีน้ำตาล เสื้อกล้ามสีขาวคลุมด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกกุหลาบเล็กๆ กางเกงยีน ดูทะมันทะแมง ก็เอ๋...ดูคล้ายๆ สาวสวนแตงมากกว่านะ "แหม...ใครจะแต่งตัวดีเหมือนพี่มอสล่ะ" พิม กัดเล็กๆ เพราะหนุ่มมอสก็ทะมันทะแมง เต็มที่ด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีน้ำเงิน กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบสีดำ ดูๆ ไปเหมือนนักพัฒนาชุมชนไม่มีผิด จิกกัดกันเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนพลเข้าสวนตาล ไปดูการเก็บน้ำตาลจากต้น พอลงจากรถปุ๊บสาวพิมถึงกับร้องว่า “ร้อนมาก..." ว่าแล้วก็รับร่มที่มอสส่งให้ เพราะแดดกำลังแรงได้ที่ทีเดียว

“พี่มอสปีนไปเก็บน้ำตาลสิ” สาวพิมเอ่ยบอกเสียงใส พลางชี้ให้มอสปีนขึ้นต้นตาลที่อยู่เบื้องหน้า  พลางส่งกระบอกไม้ไผ่ ให้ไปเก็บน้ำตาลที่ต้น  ซึ่งมอสดูต้นตาลที่สูงชะลูดข้างหน้าแล้วถึงกับกลืนน้ำลายเฮือกๆ แต่ยังปากแข็งเปรยว่า “โอ๊ย สบายมาก พูดแล้วจะหาว่าคุย เพราะในละครพี่เคยปีนมาแล้ว” ว่าแล้วก็ลองปีนขึ้นต้นตาล พลางกวักมือชวนสาวพิมให้ปีนขึ้นตามไป ซึ่งนางเอกสาวได้แต่ส่ายหัว ขอรอด้านล่าง เพราะดูท่าจะปลอดภัยกว่า ปีนได้สักพักพ่อบุญเกิดก็ต้องลงมาพร้อมกล่าวว่า "จะเก็บน้ำตาลตอนนี้ได้ยังไง เขาต้องเก็บกันตอนเช้าๆ หรือไม่ก็เย็นๆ ลุงเขาเก็บให้แล้ว ไป...เราไปเคี่ยวน้ำตาลกันดีกว่า" (ซะงั้น)

 น้ำตาลที่ว่านั้นคือน้ำที่ได้จากงวงตาล ปกติชาวสวนจะเก็บน้ำตาลกันตอนกลางคืน โดยรองน้ำตาลใส่กระบอก ในกระบอกจะใส่เศษไม้พะยอมหยิบมือหนึ่งไว้ (ไม้พะยอมมีส่วนช่วยทำให้เวลาเคี่ยวน้ำตาล น้ำตาลจะจับตัว) พอตอนเช้า ก็เทน้ำตาลที่เก็บได้จากต้น มาใส่กระทะเคี่ยว โดยต้องกรองไม้พะยอมออกก่อน แล้วต้องเคี่ยวด้วยไฟแรงๆ น้ำตาลจะได้หอม ระหว่างเคี่ยวต้องใส่น้ำปูนใส (น้ำตาลจะได้ไม่เปรี้ยวและบูดง่าย) แล้วคอยตักฟองออกเรื่อยๆ ถ้าอยากได้น้ำตาลสดก็เคี่ยว 20 นาที แต่ถ้าอยากได้น้ำตาลโตนด ก็ต้องเคี่ยวกันไป 2 ชั่วโมงน้ำตาลถึงจะแห้งได้ที่ เป็นน้ำตาลโตนดอย่างที่เรารู้จัก
ขณะที่เคี่ยวน้ำตาลสด ทำเอาทั้งคู่ถึงกับผวา ไม่ใช่เพราะต้องใช้แรงเอยะ แต่เป็นเพราะฝูงผึ้งที่กรูกันมากินน้ำตาล ทำเอาสาวพิมต้องเคี่ยวน้ำตาลไปและคอยหลบผึ้งไปตลอดเวลา ส่วนหนุ่มมอสก็บ่นว่าร้อน แหมมันก็ร้อนจริงๆ นั่นแหละ เพราะต้องเคี่ยวน้ำตาลด้วยใช้ไฟแรงเหลือเกิน พอเคี่ยวกันจนเหงื่อตก ก็ได้ชิมน้ำตาลสดกันซะที “ฝีมือพวกเราเอง” ว่าแล้วสาวพิมก็ยกซดน้ำตาลสดที่พร้อมใส่น้ำแข็ง  แหม...อากาศร้อนๆ มาเจอน้ำตาลสดเย็นๆ ชื่นใจอย่างนี้ บอกได้คำเดียวว่า สุดยอด...ด

เสร็จจากทำน้ำตาลสด ทั้งคู่ก็แพ็กตัวเองใส่รถ เดินทางไปอำเภอท่ายาง ที่ร้านแม่บุญล้น เพื่อไปทำขนมบ้าบิ่นและขนมหม้อแกงขนมขึ้นชื่อลือชาของที่นี่  “จะได้รู้สักที ว่าจ.เพชรบุรี มีขนมอะไรอร่อยบ้าง และวิธีการทำขนมเขาทำกันอย่างไร” มอสเอ่ยขณะเดินขึ้นรถ พอถึงร้านทำเอาพระ-นางแห่งบ้านตาลเดี่ยวถึงกับตะลึง เพราะมีเหล่าแฟนละครมารอต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทำเอาดีกรีความร้อนในร้านสูงขึ้นทันที

ทักทายแฟนคลับสักครู่ ทั้งคู่ก็ถูกจับสวมผ้ากันเปื้อนและถุงมือ ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลองปอกมะพร้าวกันคนละจึ้กสองจึ้ก ปอกทั้งกะลาและเปลือกบางๆ ออกจนเหลือ แต่เนื้อมะพร้าวขาวๆ ด้านใน ซึ่งเนื้อมะพร้าวนี่แหละ ที่เขาจะเอามาทำขนมกัน

“ขนมบ้าบิ่นใช้มะพร้าวอ่อน (มะพร้าวทึนทึก) ส่วนขนมหม้อแกง จะใช้มะพร้าวแก่ ส่วนน้ำในมะพร้าวก็ทิ้งไป เนื้อที่เหลือก็จะนำมาเข้าเครื่องขูดมะพร้าว" เจ้าของร้านร่ายยาวขณะที่ทั้งสองพยักหน้ากันหงึกหงัก ก่อนจะมองส่วนผสมขนมบ้าบิ่นตรงหน้า ซึ่งมีแป้งข้าวเหนียวอบเทียน น้ำตาลโตนด แล้วก็เนื้อมะพร้าวอ่อนที่ขูดเสร็จแล้ว

จากนั้นทั้งคู่ จึงช่วยกันนำสวนผสมทั้งหมดเทเข้าเครื่องกวน "อูย...ย เดี๋ยวนี้ทันสมัยเนอะ" สาวพิมเอ่ย โดยใช้เวลากวน 20 นาที ขนมก็ได้ที่ แต่ยังกินไม่ได้ เพราะต้องนำไปอบในเตาอีก  1 ชั่วโมง ทั้งคู่เลยตักขนมเตรียมใส่ถาดไว้ เพื่อนำไปอบ ก่อนจะละมือไปทำขนมหม้อแกงต่อ
ขนมหม้อแกง มีส่วนผสมและวิธีทำที่ยุ่งยากกว่าขนมบ้าบิ่น ส่วนผสมมีแป้งข้าวเหนียวอบเทียน น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว ไข่ (ใช้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง) กะทิ นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกัน "เรากวนส่วนผสมด้วยมือเลยหรือ" พิมเอ่ยปากถาม พลางเอามือกวนส่วนผสมทั้งหมดในหม้อหน้าตาเฉย โดยมีมอสช่วยขยำส่วนผสมจนเข้ากัน

 "โอย...เมื่อยได้ที่เลยนะเนี่ย" มอสถึงกับบ่นอุบ ก่อนจะนำส่วนผสมที่ขยำแล้วมากรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นก็นำมาตี ด้วยไม้ตีไข่จนขึ้นฟู และปิดท้ายด้วยการนำส่วนผสมที่ผ่านกระบวนการทำสำเร็จแล้วใส่ถาด แต่ขั้นตอนนี้พิเศษตรงที่ ต้องใส่หัวกะทิก่อน จึงจะเทส่วนผสมที่ทำไว้ลงไป จากนั้นทั้งคู่ก็เอาขนมทั้ง 2 อย่างเข้าเตาอบพร้อมกัน ซึ่งใช้เวลาอบประมาณ 1 ชม.ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

ขนมสุกแล้ว "ฝีมือพวกเราเอง" สาวพิมเอ่ยขึ้นทำเอาหนุ่มมอสถึงกับอดไม่ได้พูดขัดขึ้นว่า "เมื่อกี๊ก็พูดแบบนี้" แล้วทั้งสองก็ปิดทริปด้วยการลองชิมขนมฝีมือตัวเอง "ขนมเมืองเพชรอร่อยมากเลย ตอนที่เรากินก็ไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไร แต่พอมาลองได้ทำก็สนุกดี" มอสเอ่ย ในขณะที่สาวพิมสำทับว่า "ช่าย...แต่วิธีทำมันยุ่งยาก มันมีหลายขั้นตอน ทำเองคงไม่ไหว ถ้าแฟนๆ อยากกินก็มากินกันที่เพชรบุรีได้ค่ะ"

ทริปจบลงด้วยความสนุกสนาน  พร้อมรอยยิ้มของคนเมืองเพชร ที่มาออขอชักภาพและลายเซ็นสาวพิมกับหนุ่มมอสจนมือเมื่อย

                                                                                                               เรื่อง...เสาวลักษณ์ ปึงทมวัฒนากูล
                                                                                                               ภาพ...นัทพล ทิพย์วาทีอมร