บันเทิง

มองโลกแบบวิกรม - “ไทยจะก้าวเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย ? ”

มองโลกแบบวิกรม - “ไทยจะก้าวเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย ? ”

16 ก.ค. 2553

นอกเหนือไปจากธุรกิจการท่องเที่ยวของบ้านเราที่ได้สร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้แก่ประเทศ แหล่งท่องเที่ยวหลายๆ แห่งล้วนแล้วแต่เป็นจุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก จึงเป็นโอกาสที่ดีที่คนไทยนำเอาธุรกิจการท่องเที่ยวมาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ รัฐบาลได้ตั้งเป

 การที่เศรษฐกิจของโลกเราขยายตัวอย่างทุกวันนี้ ทำให้มีเศรษฐีเพิ่มมากขึ้น ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้นเศรษฐกิจกิจโลกเติบโตขึ้นประมาณ 4-5% ถึงแม้จะเกิดวิกฤติขึ้นหลายต่อหลายครั้ง แต่โลกของเราก็สามารถผ่านมาได้ ตัวเลขทางเศรษฐกิจยังคงเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ สิ่งนี้เองที่ทำให้รายได้ต่อหัวของผู้คนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคนเอเชียที่ขึ้นมาเป็นเศรษฐีระดับโลกนั้นมีมากมายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 จากข้อมูลล่าสุดพบว่าจำนวนเศรษฐีที่มีเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในเอเชียนั้นมีมากกว่าในยุโรปไปแล้ว  โดยธรรมชาติของคนเรานั้น  เมื่อมีเงินแล้วก็มักจะหันมาสนใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะชาติใดภาษาใด 

 การรักษาพยาบาล การเสริมสร้างให้สุขภาพแข็งแรง หรือการชะลอความแก่ ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล เพราะคนหันมาสนใจเรื่องพวกนี้มากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจศัลยกรรมยังได้รับความนิยม   นอกจากสุขภาพแข็งแรงแล้วยังต้องการให้ตัวเองดูดีอีกด้วย

 ธุรกิจการแพทย์ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่มีจำนวนเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้น ประเทศไทยเรานั้นก็ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวทางด้านการแพทย์ด้วยจนส่งผลให้ประเทศไทยของเรากลายมาเป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค และอยู่ในระดับแนวหน้าของเอเชีย เทียบชั้นประเทศต้นแบบอย่างสิงคโปร์  น่าดีใจที่จากสถิตินั้นไทยได้แซงหน้าด้านจำนวนคนไข้ไปแล้ว ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ แต่หากพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์นั้นประเทศไทยยังตามหลังสิงคโปร์อยู่พอสมควร

 วันนี้ที่ประเทศไทยเราจะกลายมาเป็นอันดับแรก ๆ ของโลก หรือจะกลายเป็นประเทศรั้งท้ายของโลกนั้น   ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากนโยบายการผลักดันของรัฐบาลแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่ปี 2546 ทุกรัฐบาลต่างมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของทวีปเอเชีย

 โรงพยาบาลเอกชนปรับตัวหันมาให้บริการคนไข้ชาวต่างชาติที่มาทำงานและท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้มากขึ้นเป็นลำดับ และหลังจากรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของบริการทางด้านสุขภาพของเอเชีย พบว่าในปัจจุบันมีคนไข้ชาวต่างชาติรับการรักษาในประเทศไทย รวมนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่มาทำงานหรือตั้งถิ่นฐานในภูมิภาค มากถึงปีละ 1.4 ล้านคน   

 ในปัจจุบันประเทศไทยได้รับการกล่าวขวัญในหมู่ชาวต่างชาติที่มีความต้องการได้รับการรักษาว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย   โดยปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญได้แก่การมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การที่เข้าประเทศได้อย่างไม่ลำบาก ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง และความมีอัธยาศัยดีจากผู้ให้บริการ นอกเหนือจากนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลักโดยมีการท่องเที่ยวทางทะเล ภูเขา ศิลปะและวัฒนธรรม อาหาร ความบันเทิง และแหล่งซื้อของต่างๆ ซึ่งสามารถรองรับเหล่านักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี  

 ผมมองว่าประเทศไทยยังสามารถขยายตัวเลขการเติบโตทางด้านธุรกิจการแพทย์ได้อีกมาก และประเทศไทยเรานั้นมีศักยภาพที่จะทำได้ เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการแพทย์ของประเทศไทยเรานั้นได้รับการยอมรับไปทั่วโลก และมีต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ประเทศสหรัฐฯ เข้มงวดกับการออกวีซ่า ให้เศรษฐีชาวตะวันออกกลาง ที่เดินทางไปรักษาตัวที่อเมริกา เป็นตัวผลักดันให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้เบนเข็มมารับบริการที่แถบเอเชียแทน ยิ่งเมื่อมีการเปิดประเทศของจีน ทำให้ประชาชนจีนมีกำลังซื้อมากขึ้น สิงคโปร์ และไทย จึงมองเห็นศักยภาพของคนกลุ่มนี้ก็พร้อมมาใช้บริการมากขึ้นด้วย คู่แข่งอย่างมาเลเซีย กับประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างอินเดียก็คิดนำจุดนี้มาสร้างเสริมรายได้ของประเทศด้วยเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจด้านรักษาพยาบาล และดูแลสุขภาพเติบโตอย่างมาก และมีการแข่งขันสูง เนื่องจากแต่ละประเทศได้เล็งเห็นความสำคัญสามารถนำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย และฮ่องกง

 ผลที่ตามมาคือปัญหาขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข เพราะต้องยอมรับว่า การเปิดบริการรักษาชาวต่างชาติทำให้เกิดการดึงตัวแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ในโรงเรียนแพทย์ จากนโยบายการผลิตแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ปีนี้มีแพทย์จบใหม่ 1,400 คน และในอนาคตจะเพิ่มเป็น 2,500 คน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งนโยบายผลิตแพทย์เฉพาะทางมากขึ้น

 จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นผมอยากให้ทุกคนหันมามองปัจจัยในประเทศเราว่ามีอะไรบ้าง และตลาดโลกกำลังต้องการอะไร และทำอย่างไรเราจะสามารถนำสิ่งที่เรามีอยู่แล้วมาปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดโลก โดยมีการตั้งเป้าหมายไว้ให้ชัดเจน จากนั้นจะเกิดแนวทางในการพัฒนาประเทศขึ้นมาเอง

" วิกรม กรมดิษฐ์ "