
คมเคียวคมปากกา - วิถีเพลงลักเลงปักษ์ใต้
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม 2553 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8-8
หลังจาก วันสุนทรภู่ ในปลายเดือนมิถุนายน ก็จะมี วันภาษาไทยแห่งชาติ ในปลายเดือนกรกฎาคม ระหว่างนี้กิจกรรมเยอะ กิจกรรมว่าด้วยภาษาไทยหรือการเขียนการอ่าน นักเขียนหรือนักกวีจึงมีงานเข้าโดยปริยาย ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของกิจกรรมสำหรับนักเรียนนักศึกษาในสถาบันการศึกษา นักเขียนหรือนักกวีอิสระนอกรั้วโรงเรียน ต่างถูกจองตัวกันทั่วหน้า
อย่างที่เคยว่าไว้นั่นแหละ ถ้าจะจัดงานพรรค์นี้ต้องวางแผนติดต่อล่วงหน้าหลายเดือน หรือเป็นปี ประเภทเหลือไม่กี่วันจะมีงานแล้วติดต่อหาตัวนักเขียน ถ้าจะยากสักหน่อย ตอนที่ผมไป วันสุนทรภู่ ที่ โรงเรียนสุวรรณภูมิพิทยไพศาล ดังที่เล่าไปแล้วนั้น มีคนทาบทามไว้ข้ามปี เสร็จงานแล้วยังจองตัวปีหน้าอีกปี นัยว่าสอบถามนักเรียนแล้ว นักเรียนจะขออีก อะไรประมาณนั้น
หมู่นี้ผมกับ อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ ไพฑูรย์ ธัญญา ต้องพบกันบ่อยๆ ในเขตอีสานบ้านใกล้ เวลาอาจารย์เขาไม่ว่างต้องชี้มาที่ผม ถ้าว่างพร้อมกันก็ได้พบกันแบบคนใต้กับคนอีสาน ปลายเดือนนี้ก็ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้วันที่ 30 กรกฎาคม เพราะติดต่อมาทีหลัง สำหรับวันที่ 29 กรกฎาคม นั้น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นงานอาจารย์เขาอยู่แล้ว ส่วนผมก็ถูกจองข้ามปีจาก อาจารย์สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม งานนี้ผมจะได้พบ อาจารย์สมพงษ์ พละสูรย์ หรือ คำหมาน คนไค
สัปดาห์ที่แล้ว ผมเพิ่งเข้ากรุงเทพฯ ไปพูดเรื่อง “ร้อยกรองกับคนรุ่นใหม่” ใน โครงการภาษาไทยเข้มแข็ง ที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ รศ.อัครา บุญทิพย์ เป็นผู้ติดต่อ ทีแรกลังเล ใจไม่สู้ดี ได้ยินว่าการอบรมจะมีนักเรียนชั้น ป.6 เพียง 12 คน (รุ่นใหม่จริง...555) ตอนหลังอาจารย์เขาให้นักศึกษาปี 1 เข้าฟังด้วย บรรยากาศจึงดีขึ้นตามสมควร อย่างไรก็ตาม นักเรียน ป.6 ที่ถูกคัดเลือกมา หลายคนแต่งกาพย์แต่งกลอนได้ดีเลยทีเดียว ยังไปเจออาจารย์หนุ่มคนหนึ่งจาก โรงเรียนสาธิตประสานมิตร นอกจากพานักเรียนมาแล้ว เขาเองยังมีฝีมือทางกาพย์กลอนที่ผมคุ้นชื่อมาก่อน คือ จักรินทร์ สร้อยสูงเนิน หรือยังมีครูภาษาไทยท่านหนึ่งซึ่งมาเป็นวิทยากรในภาคอื่น คือ จรีรัตน์ เพชรรัตนโมรา นามปากกา “โมรา” นำหนังสือกลอนเปล่าแบบวัยรุ่นสมัย 20 ปีก่อนมาให้ผมดู พร้อมขอลายเซ็น ทำให้เห็นร่องรอยบทกวีของครูภาษาไทย ผมบอกว่า...เพื่อนผมหลายคนก็มีประสบการณ์กลอนหวานไหวแบบวัยรุ่นมาก่อน
ช่วงพัก ยังได้นั่งคุยกับ อาจารย์ศุภสิทธิ์ เสร็จประประเสริฐ เป็นอาจารย์สอนปรัชญาซึ่งเป็นผู้มาดำเนินรายการ เขาบอกสมัยเรียนก็ชอบกลอนเหมือนกัน ตอนหลังมาสอนปรัชญาจึงห่างเหินไป แต่ก็ยังไว้ลายด้วยการด้นกลอนสดพอครึกครื้น ผมบอกอาจารย์เขาว่าถ้ากลับไปเรียนใหม่ได้ ผมก็อยากเรียนวิชาปรัชญา อาจารย์บอกว่า...ปรัชญาจากชีวิตจริงก็น่าสนใจอีกทาง...
เล่าไปหลายทิศหลายทาง เพียงพอจะให้เห็นเป็นบรรยากาศกิจกรรมทางภาษาไทย...
ทีนี้กลับมายังหัวเรื่องที่ตั้งไว้ ระหว่างเทียวไปเทียวมานี่แหละ อยู่ๆ ก็ได้รับโทรศัพท์จาก อาจารย์เพทาย ถนอมจิตร นักแต่งเพลงทางใต้ที่ผมเคารพนับถือ ไม่ได้ติดต่อกันนานทีเดียว สักปีสองปีที่แล้วได้ข่าวอาจารย์ไม่ค่อยสบาย แต่ก็ฟื้นตัวดีขึ้นด้วยสมุนไพรจีน ถึงกับลงทุนผลิตและจำหน่ายยานี้ร่วมกับลูกศิษย์ เอกชัย ศรีวิชัย อาจารย์ยังเคยส่งยาให้ผมทดลองสรรพคุณมาแล้ว
คราวนี้อาจารย์บอกว่า...วันที่ 23 กรกฎาคม ศกนี้ จะมีกิจกรรม “วิถีเพลงลักเลงปักษ์ใต้” ครั้งที่ 4 ที่ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะมีทั้งการแสดงและการสัมมนาเรื่อง “หน่อเนื้อลักเลงเพลงใต้” โดยวิทยากร อาทิ เพทาย ถนอมจิตร โรม ศรีธรรมราช ยงยุทธ์ ดำศรี ประสบโชค มีลาภ อู๋ พันทาง รวมทั้ง อาจารย์สมใจ สมคิด และ อาจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ
ที่ผมสนใจก็คือคำว่า “ลักเลง” เป็นคำใหม่ที่เพิ่งรับรู้ อาจารย์เพทายบอกว่านี่ไม่ใช่ “นักเลง” ไม่ใช่การสะกดผิดแต่อย่างใด “ลักเลง” คือ ศิลปินที่ดำรงชีพด้วยการแสดง อย่างนักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง นายหนังตะลุง เป็นต้น ตัวอาจารย์เพทายเองก็ถือว่าโชกโชนมาแล้วในวิถี “ลักเลงปักษ์ใต้” กระทั่งได้รับยกย่องเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นเมื่อปีที่แล้ว
ครับ...มีโอกาส จะขอความรู้เรื่อง “ลักเลง” จากอาจารย์เพทายมาเล่าต่อ!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



