
มองนอกดูใน - ขอให้เป็นรายสุดท้ายได้ไหม !
เมื่อหลายวันที่ผ่านมา บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับเสนอข่าวเด็กหญิงวัย 6 ขวบแขวนคอตายตามตัวละครในละครฮิตเรื่องหนึ่ง...
แวบแรกที่เห็นข่าว...
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่รายแรก...
แต่จะเป็นรายสุดท้ายได้ไหม !
ถึงเวลาที่สื่อควรจะทบทวนตัวเองในการนำเสนอหรือยัง !
ทันทีที่อ่านข่าวจบ ข้าพเจ้าได้ขอให้ฝ่ายสื่อของเสถียรธรรมสถาน นำละครเรื่องนั้นตอนต่อไปและใกล้จบมาให้ดู ซึ่งมีแต่ความรุนแรง พยาบาท อาฆาต เอาคืน ตายแล้วยังมาเอาคืน
ภาพการแขวนคอตายของตัวละครตัวหนึ่ง แม้ตามท้องเรื่องจะไม่ตายสมความตั้งใจ เพราะมีคนมาช่วยไว้ได้ทัน แต่ด้วยความไม่เดียงสาของเด็กหญิงวัย 6 ขวบ ที่ยังไม่สามารถแยกแยะโลกแห่งความจริงและโลกแห่งละคร ได้ชวนเด็กชายผู้เป็นแฝดคนน้องเล่นเลียนแบบในละคร แต่ในชีวิตจริงไม่มีตัวช่วย เด็กหญิงตัวน้อยจึงจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
จะมีใครตระหนักหรือไม่ว่า ในเวลาที่เกิดภาพจำหนึ่งภาพขึ้นในหัวใจของคนหนึ่งคน มันอาจจะกลายมาเป็นภาพจริงของคนคนนั้นในวันต่อมาก็ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลียนแบบ...ไม่ใช่เรียนรู้
สื่อที่ทำให้คนเลียนแบบ สื่อที่ไม่ทำให้เกิดกระบวนการแห่งการเรียนรู้ สื่อจะเป็นนวัตกรรมในการสร้างคนได้อย่างไร
สื่อจะเป็นปาฏิหาริย์ในการทำให้คนในยุคนี้ตื่นได้อย่างไร
เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่เราควรจะทำให้เราหันมาพูดกันในเรื่องปาฏิหาริย์ในการตื่นของสื่อที่จะต้องนำเสนอการเรียนรู้มากกว่าการเลียนแบบ
ยิ่งสังคมมีคนอ่อนแอมากเท่าไร สื่อยิ่งต้องเป็นครู สื่อต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ สื่อต้องเป็นบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ที่จะสอนเรื่องการเดินทางของชีวิต เป็นหนทางที่สื่อให้คนดูเข้าสู่กระแสของอริยชน ไม่ใช่เพียงการนำธรรมะ นำคำเทศน์ออกมาเป็นบทๆ แม้แต่ละครก็ต้องเป็นละครที่ดูแล้วต้องกลับมาย้อนดูกิเลสของคนดูได้ ไม่ใช่ดูแล้วก็เลียนแบบเลย
จริงอยู่ที่ละครบางเรื่องหรือรายการบางประเภทมักมีการเขียนกำกับไว้ว่าผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำในการดู แต่จุดประสงค์ของการมีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่นั่งดูอยู่ด้วยก็ไม่ใช่เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่มานั่งห้ามว่าฉากนั้นไม่ดี ฉากนี้ก็ดูไม่ได้
แต่สิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ต้องสอนเด็กๆ ก็คือ สิ่งที่เขากำลังให้เราดูนั้นคือการเรียนรู้...ที่เลียนแบบไม่ได้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ก็ล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างเกินความจริง การด่าทอกันแม้แต่คำเดียวมันถูกกดลงไปเป็นหลุมเกวียน ไม่มีครอบครัวไหนที่จะมากรอกยากันอย่างอาฆาตมาดร้ายขนาดนั้น การข่มให้ผู้อื่นอยู่เบื้องล่าง การบีบปากคนแล้วกรอกยา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากฉากผูกคอตายนั้น มีความจำเป็นอะไรหรือที่ต้องเสนอความโหดร้ายถึงเพียงนี้ ชีวิตของเราที่อยู่ในปัจจุบันขณะนี้ไม่มีความจำเป็นเลยแม้แต่น้อยที่จะต้องมารับรู้เรื่องราวเหล่านี้แม้สักเรื่องเดียว
มันอาจจะเป็นความสำเร็จของนักแสดง เป็นกำไรของคนจัดละคร เรตติ้งสูง แต่การแฝงความรุนแรง การทำลาย ปัจจุบันขณะที่ดู ที่จะทำให้เราซึ่งเป็นคนดูกลายเป็นเหยื่อที่หลงตามอารมณ์ในขณะนั้น เมื่อเราจะไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากใครได้ ก็ต้องมาเรียกร้องจากคนทำสื่อนี่เอง เพราะถ้าไม่มีคนทำ ก็ไม่มีคนดู ไม่ว่าทำละครอะไรออกมาก็มีคนดู เพราะคนปัจจุบันอ่อนแอและพร้อมที่จะดูอยู่แล้ว
คนทำละครต้องมีสำนึก แล้วรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วนั้น คนที่รอดูอยู่มีหลากหลายประเภทเหลือเกิน พร้อมกับเวลาที่นำเสนอ ก็มีเด็กบางส่วนที่ยังไม่หลับ หรือผู้ใหญ่บางคนที่ปล่อยปละละเลยโดยให้โทรทัศน์ช่วยเลี้ยงลูก เป็นเพื่อนลูกได้ สิ่งเหล่านี้เป็นความล่มจม สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ในการตื่นโดยสิ้นเชิง
และการเสนอข่าวโดยการจำลองเหตุการณ์ด้วยใช้เชือกเส้นเดิม เก้าอี้ตัวเดิม ต้นไม้ต้นเดิม แล้วให้เด็กชายผู้เป็นแฝดคนน้องทำในสิ่งที่พี่สาวทำผ่านสื่อนั้น หมายความว่าอย่างไร
เรากำลังทำอะไรกับเด็กที่ยังไม่ตายคนนี้หรือ
เราจะทำภาพจริงให้มันเป็นภาพจำเพื่อให้เด็กอีกคนตายทั้งเป็นเพื่ออะไร
มันสูญเสียพอแล้วหรือยัง
เด็กคนนี้จะเป็นการสูญเสียกรณีสุดท้ายร่วมกันได้หรือไม่
มาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ในการตื่นกันเสียทีเถิดค่ะ
ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์ "



