
มองผ่านเลนส์คม - มรดกภูมิปัญญา
ได้ยินมาว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ได้คัดเลือกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อขึ้นทะเบียนใน 6 สาขา โดยจะจดทะเบียน 21 รายการแรกก่อน ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้
อย่าง ปี่พาทย์, ละครใน, หุ่นกระบอก ลิเกทรงเครื่อง, รำเพลงช้า-เพลงเร็ว งานฝีมือก็ประเภท ผ้ายก, ผ้ามัดหมี่ เรือพระราชพิธี, การปั้นหล่อพระพุทธรูป
ส่วนสาขาวรรณกรรม ได้แก่ ประเภทนิทานพื้นบ้าน ศรีธนญชัย, สังข์ทอง, ขุนช้างขุนแผน, ประเภทตำนานพื้นบ้าน ได้แก่ ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์, ตำนานดาวลูกไก่, ตำนานพระเจ้าเลียบโลก, ประเภทบทสวด พวกตำราก็รวมอยู่ด้วย อย่าง ตำราแมว ตำราสักยันต์ เรื่อยไปถึงกีฬา อย่าง มวยไทย ด้วย
หลายท่านอาจแปลกใจว่าทำไมต้องมีการจดทะเบียน ทั้งที่เป็นศิลปวัฒนธรรมของเราเองแท้ๆ
ซึ่งเหตุผลของสวช.มีอยู่ว่า...เพื่อคุ้มครองภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ให้เยาวชนและคนรุ่นหลังได้รู้จักประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อในอดีต
เนื่องจากเด็กยุคปัจจุบันน้อยมากที่รู้จักประเพณีและความเชื่อในอดีตแบบลึกซึ้ง!!
ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยว่า หากจะให้เด็กซึมซับว่าของเราดี และมีคุณค่าอย่างไร ก็ต้องให้เขารู้จัก และเข้าใจรากทางวัฒนธรรมของเราด้วย
สิ่งที่ทำให้เข้าใจ ก็ด้วยการปฏิบัติ ที่สำคัญสถานศึกษาต่างๆ ควรให้ความร่วมมือ และจัดการหาเวทีให้เด็กได้แสดงออก
อย่างกรณีหนังเรื่อง "โหมโรง" ที่ครั้งหนึ่งกลายเป็น "อัศวิน" ที่คืนชีวิตดนตรีไทยให้ฟื้นขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ ขนาด "ขุนอิน" มือระนาดที่เป็นคอลัมนิสต์ของ "คม ชัด ลึก" ยังเปิดโรงเรียนสอนอยู่หลายแห่ง
แต่ก็เหมือนคลื่นสึนามิ พอบูมมากๆ พักหนึ่ง ก็หายไปราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เช่นเดียวกัน บางโรงเรียนที่มีการสอนดนตรีไทย แต่เหมือนเป็นแค่วิชาหนึ่งที่เรียนในห้องเท่านั้น น้อยมากที่จะเห็น "อังกะลุง" หรือ "แตรวง" ไปประกวดประขันกันระหว่างโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราว
แม้แต่การเขียนเรียงความก็เหมือนกัน บางทีจัดเวทีให้ประกวด แต่เด็กกลับเขียนไม่เป็นก็มี
ที่บอกอย่างนี้ ก็เพราะไม่อยากให้การจดทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นเพียงแค่พิธีกรรมหนึ่งเท่านั้น
มันน่าจะจับต้องได้ และทำได้จริง
เด็กไทยสมัยนี้เติบโตมากับเทคโนโลยี ไม่ได้อยู่ในยุคเกษตรกรรมที่มีการล้อมวงเล่นหมากเก็บ หรือมอญซ่อนผ้ากันแล้ว ขอแค่ให้พวกเขาระลึกได้ว่า นี่คือศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของเราก็น่าจะพอ
ไม่แปลกหรอกที่เราจะใส่ชุดไทย ในเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ หรือลอยกระทง เพราะเด็กญี่ปุ่นเองเขาก็ใส่ชุดกิโมโน ในวันสำคัญของเขาเหมือนกัน น่าจะถือว่าเป็นการสืบสานแล้ว
เพียงแต่ต้องมีการเชื่อมโยง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ตั้งใจอย่างจริงจัง
ก็หวังว่าผู้ใหญ่ของเราจะจริงจังและจริงใจในการทำให้เอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของเราอยู่คู่บ้านเมืองไปตราบนานเท่านาน ที่สำคัญต้องอยู่ในวิธีการที่เหมาะสมด้วย!!
"นันทพร ไวศยะสุวรรณ์"



