บันเทิง

คิดสวนทาง - Music 3.0

คิดสวนทาง - Music 3.0

06 ก.ค. 2553

วงการดนตรีเป็นวงการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าแค่เพียงกะพริบตา เมื่อคุณกลับมามองใหม่ คุณก็ช้าไปหลายก้าวแล้ว...

 กลายเป็นประเพณีของหนังสือธุรกิจดนตรีที่พิมพ์ออกมาใหม่ๆ จะต้องมีข้อความชี้แจงไว้ในบทนำว่า ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะให้นำข้อมูลหรือตัวเลขใดๆ ในหนังสือนี้ไปใช้อ้างอิง และจะไม่รับผิดชอบหากข้อมูลที่ได้อ้างอิงไว้มีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากว่ากว่าจะเขียนเสร็จ เมื่อนำออกวางจำหน่าย หนังสือเล่มนั้นก็ล้าสมัยเสียแล้ว การเปลี่ยนแปลงนั้นเร็วมาก แม้ผู้เขียนจะพยายามปรับปรุงข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็วขนาดไหนก็ตาม แค่ช่วงที่ต้นฉบับรอขึ้นแท่นพิมพ์ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้

 ประมาณ 5-10 ปีมานี้ มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเบื้องหลังการทำงานในวงการธุรกิจดนตรีออกมามากทีเดียว ผู้เขียนมักจะเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการ เช่น เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้จัดการ เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีตผู้บริหาร บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่รู้ลึกตื้นหนาบางเกี่ยวกับความเป็นไปภายในวงการนี้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเขาเหล่านั้นอยากจะเผยแพร่ว่า ที่เห็นๆ กันว่าสวยงาม ใครๆ ก็อยากจะเป็นศิลปินที่ได้รับการเซ็นสัญญากับบริษัทแผ่นเสียงนั้น ในความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด พูดสั้นๆ ก็คือไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ แน่นอน หนังสือที่ออกมาก็มักใช้ภาษาง่ายๆ เป็นกันเอง เพราะจะมีเรื่องเกี่ยวกับสัญญาและข้อกฎหมายเกี่ยวพันกันอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนคงเข้าใจธรรมชาติของนักดนตรีและเหล่าศิลปินนักร้องทั้งหลายที่จะมีอาการแพ้ข้อความในสัญญาที่เป็นภาษาประหลาดๆ ยิ่งตัวเลขที่เยอะแยะ ยุบยิบ เหมือนมียุงบินวนอยู่สักฝูงหนึ่ง ก็จะทำให้ประสาทกล้ามเนื้อตาอ่อนล้าได้ง่ายๆ แม้เพียงอ่านไปได้แค่สองสามย่อหน้า หนังตาก็พานหนักหน่วงลงมาประกบกับขอบตาด้านล่าง กลับเข้าสู่ ความฝันตามถนัดดีกว่า

 แต่ก็อยากให้นักดนตรีหรือผู้ที่เกี่ยวข้องหามาอ่าน ก็ทราบว่าเป็นยาหม้อใหญ่สำหรับบางท่าน แต่ก็คงไม่ขมเกินความมุมานะพยายามไปได้ คำศัพท์ไม่รู้ก็ขยันเปิดพจนานุกรมเดี๋ยวมันก็มีซ้ำๆ กันมาอีกสักพักก็จำได้ แต่ที่น่าเสียดายคือเราไม่มีหนังสือดีๆ แบบนี้เป็นภาษาไทยเลย ตั้งใจว่าจะเขียนขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง ก็ยังคงเป็นความตั้งใจอยู่ เกือบจะได้ลงมือแล้ว มีสำนักพิมพ์ไหนสนใจบ้างไหมครับ นี่จะเรียกว่าเป็นการโยนหินถามทางก็ได้

 เอ้า เข้าเรื่องกันเสียที มีหนังสือออกใหม่มาเล่มหนึ่ง ชื่อ Music 3.0 ผู้เขียนบอกให้อ่านว่า M 3 Oh (เอ็ม ทรี โอ้) ผู้เขียนชื่อ Bobby Owsinski พิมพ์เผยแพร่ออกมาเมื่อปี 2009 โดยสำนักพิมพ์ Hall Leonard Books ก็นับว่ายังใหม่อยู่และผู้เขียนก็ออกตัวดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

 ผู้เขียนเป็นนักแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์และเป็นเอ็นจิเนีย (Recording Engineer) มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดนตรีมากมาย โดยเฉพาะการจัดทำดีวีดีเชิงสารคดีให้ศิลปินใหญ่ๆ หลายท่าน เช่น Elvis Presley, Jimi Hendrix, The Who ฯลฯ นอกจากยังเขียนบทความ และหนังสือเกี่ยวกับวิชาการบันทึกเสียงไว้มากมาย

 เขาแบ่งประวัติความเป็นของวงการธุรกิจดนตรีป๊อปของตะวันตกออกเป็น 5 ยุค แต่การแบ่งของเขาไม่ได้แบ่งตามที่หนังสือประวัติดนตรีที่เคย แบ่งเป็นทศวรรษ เช่นยุค ’50, ’60, ’70, ’80, ’90 ของเขาแบ่งตามการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญทำให้วงการเปลี่ยนแปลงไป และมักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ ที่ทำให้คนในวงการหน้ามืดไปตามๆ กัน

 ยุคที่หนึ่งเรียกว่า Music 1.0 เป็นยุคเริ่มต้นของธุรกิจดนตรี ประมาณ 1950-1985
 เป็นยุคที่ A&R (Artist and Repertoire) ผู้จัดหาศิลปินป้อนบริษัทแผ่นเสียงมีบทบาทอย่างมาก บริษัทแผ่นเสียงผลิตศิลปินออกจำหน่ายโดยอาศัยวิทยุเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ ทำให้สถานีวิทยุมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของศิลปิน เลยไปถึงการจ้างวานให้มีการโปรโมทศิลปิน นำไปสู่การทุจริตที่เรียกว่า Payola การปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงไม่สามารถทำได้โดยตรง ต้องผ่านบริษัทแผ่นเสียง

 ยุคที่สองเรียกว่า Music 1.5 ช่วงก่อนหน้านี้เป็นเวลา 35 ปีที่ธุรกิจนี้มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นตัวเลขสองตัว (double digit) ติดต่อกันมาหลายปี ทำให้นักลงทุนในวอลล์สตรีทหันมาให้ความสนใจเป็นยุคที่ผู้เขียนเรียกว่า The Suits Take Over มีการซื้อกิจการ การควบกิจการกันมากมาย ผู้บริหารบริษัทแผ่นเสียงส่วนมากเป็นนักการตลาดหรือไม่ก็นักบริหารการเงิน ตัวเลขกำไรต่อไตรมาสเป็นเป้าหมายที่สำคัญ การพัฒนาศิลปิน (Artist Development) มีต้นทุนที่สูงมากเกินไปและไม่ทันใจผู้ถือหุ้น ต้องสร้างศิลปินให้ประสบความสำเร็จให้ได้เพียงชั่วข้ามคืน เอ็ทีวีก่อกำเนิดขึ้น รูปลักษณ์หน้าตาของศิลปินสำคัญกว่าตัวเพลง มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น ซีดีเข้ามาแทนที่เทปคาสเซตในปี 1982

 ยุคที่สามเรียกว่า Music 2.0 เข้าสู่ยุคดิจิทัล (Enter Digital Age) กำเนิดเอ็มพี3 ประมาณ ปี 1994 ยอดขายซีดีเริ่มลดลงเป็นลำดับ ธุรกิจขายปลีกเช่น ร้านขายแผ่นเสียงเริ่มทยอยกันปิดกิจการ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันและรุนแรง (Paradigm Shift)…

 กำลังสนุกและน่าตื่นเต้น แต่พื้นที่หมดแล้วครับ ยังมีเรื่องในยุคที่สามที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น เอาไว้ต่อฉบับหน้าแล้วกันนะครับ

"จิรพรรณ อังศวานนท์"