
คมเคียวคมปากกา - ยี่สิบหก มิถุนา เวียนมาถึง
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๘
ขึ้นต้นด้วยกลอนเชยๆ “ยี่สิบหก มิถุนา เวียนมาถึง” ที่คุ้นเคย แม้มิใช่เป็นผู้เริ่มต้นแต่ง แต่อย่างน้อยผมก็ต้องเคยแต่งตามมาบ้างแหละ ในวัยใดวัยหนึ่งที่คุณครูภาษาไทยให้แต่งกลอน
เวลาว่ากลอนวรรคนี้ เป็นอันรู้กันไปทั่วว่าเรากำลังหมายถึงใคร ไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นโบราณ ฝ่ายนักเรียนร่วมสมัยก็ต้องผ่านงาน “ยี่สิบหก มิถุนา เวียนมาถึง” โดยฝ่ายครู วันก่อนผมลองเอากลอนวรรคนี้ไปถามเด็กๆ เขาก็รู้โดยนัยว่ากำลังหมายถึงใครคนหนึ่ง ฝ่ายคนเลิกเรียนหนังสือแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเคยผ่านกิจกรรมดังว่านั้น อย่างครั้งหนึ่ง เคยติดตามเพื่อนไปเที่ยวบ้านนอก คุณยายของเพื่อนน่าจะอายุขึ้นเลขแปดแล้ว ถามว่าผมทำงานอะไร เพื่อนคนนั้นรีบบอกว่า “เขาเป็นกวีน่ะยาย” คุณยายตบเข่าฉาด แววตาชราลุกวาว “แบบสุนทรภู่นะรึ”
นั่นแหละครับ เรากำลังว่าด้วย “สุนทรภู่ครูกวี” หรือ “สุนทรภู่ครูกลอน”
ปีนี้ วันสุนทรภู่ ตรงกับวันเสาร์ แต่ละโรงเรียนที่จัดงานรำลึก จึงเลือกวันศุกร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ผมเองผู้เคยว่ากลอนแบบ “ยี่สิบหก มิถุนา เวียนมาถึง” ด้วยใจรำลึกกลอนแบบ “สุนทรภู่ ครูกลอน อักษรศิลป์” มาแล้ว มักมีภารกิจทางวัฒนธรรมกับครูและนักเรียนตามสมควรแก่กาลเทศะ สองปีก่อนไปที่ โรงเรียนสุวรรณภูมิ แถวบ้านเกิด ปีนี้ก็ไปแถวบ้านเกิดอีก คือ โรงเรียนสุวรรณภูมิพิทยไพศาล จากปี “๒๒๒ ปี สุนทรภู่” ข้ามถึง “๒๒๔ ปี สุนทรภู่” ชีวิตวนเวียนอยู่กับ “ยี่สิบหก มิถุนา เวียนมาถึง” แถวบ้านเกิดไปโดยไม่รู้ตัว
โรงเรียนแรกไปเพราะคำเชิญของ อาจารย์วิริยาพร หะโท ผู้เป็นญาติทางพนมไพรของ มงคล อุทก เป็นครูผู้ชอบอ่านและแต่งกลอน โรงเรียนหลังไปเพราะได้รับการติดต่อจาก อาจารย์รองรัตน์ จันทรสนาม ผู้เป็นศิษย์ของ ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นครูผู้ชอบอ่านและแต่งกลอนเช่นกัน
ผมไม่ใช่นักพูด การต้องไปพูดต่อหน้านักเรียนนับหลายพันนั้น เป็นเรื่องน่าหวั่นไหวไม่น้อย โดยเฉพาะนักเรียนจำนวนมากเหล่านั้น ส่วนหนึ่งก็เข้าหอประชุมเพราะกฎกติกาของกิจกรรม แต่ครั้นพอไปพูดคนเดียวประมาณสองชั่วโมง แล้วนักเรียนยังตั้งใจฟังพร้อมส่งเสียงและแววตาที่รื่นรมย์ออกมา รวมทั้งมารุมล้อมขอลายเซ็นและถ่ายรูปด้วยเป็นทิวแถว ทำให้รู้สึกงงๆ กับตัวเองเหมือนกัน ด้วยนานๆ ครั้งจะพบเจออย่างนี้ บางทีอาจเป็นเพราะความลงตัวของพื้นที่ เวลา และบุคคล งานนี้เขาขึ้นป้ายว่า “กวีซีไรต์ ชาวสุวรรณภูมิ ลูกทุ่งกุลา” หรือจะเป็นเพราะเขาและเธอทั้งหลายตื่นเต้นที่จะได้พบเจอตัวแทนคนท้องถิ่นเดียวกัน หรือคนบ้านเดียวกัน ในอันที่จะกระตุ้นตัวเองให้ตื่นตัวไปข้างหน้า ยิ่งโดยเฉพาะนักเรียนในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ยังไม่รู้หรอกว่าจะก้าวเดินไปทางไหน ทางกวีหรือภาษาไทยนั้น อาจจะเชยมากสำหรับเขาและเธอ สู้นักร้องดาราทางโทรทัศน์ไม่ได้อย่างแน่นอน ที่เขาตื่นเต้นวันนี้ อาจเพราะมีอะไรบางอย่างใกล้ตัวเขา อย่างน้อยโรงเรียนแห่งนี้ก็ใช้หนังสือ “ม้าก้านกล้วย” เป็นหลักสูตรวิชาท้องถิ่นมาร่วมสิบปีแล้ว
นี่เป็นครั้งแรก ที่ทางโรงเรียนและผมมีโอกาสพบกัน ซ้ำมีความหลังให้รำลึก...ในปี ๒๕๑๕ หรือเมื่อ ๓๘ ปีก่อนโน้น โรงเรียนสุวรรณภูมิพิทยไพศาล เปิดปีแรก ต้องการรับนักเรียนใหม่ โดยให้โรงเรียนในแถบแถวนั้นคัดเลือกเด็กเรียนดีไปสอบเข้า เด็กชายคนหนึ่งเป็นตัวแทน โรงเรียนบ้านสาหร่าย และ โรงเรียนบ้านตาหยวกประชาสงเคราะห์ ไปสอบกับเพื่อนด้วย ปรากฏเพื่อนสอบผ่าน ตัวเองสอบตก ยังผลให้ชีวิตพบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ได้ออกบวชและเร่ร่อนไปหลายทิศทาง ก่อนจะได้กลับบ้านเกิดในฐานะวิทยากร ผู้ต้องพูดคุยเรื่องเชยๆ กับเด็กร่วมสมัย
“ยี่สิบหก มิถุนา เวียนมาถึง”
คำกลอนซึ่ง เหมือนจะเชย เคยจำได้
วรรคหนึ่งนั้น พลันนึกหน้า ว่าเป็นใคร
ตำนานไทย ตำนานนั้น ตำนานกวี
นักกวี คืออะไร ในอักษร
นักกลอน คืออะไร ในศักดิ์ศรี
สัมผัสนอก สัมผัสใน ในวิธี
สองร้อยปี กลอนแปดต่าง กลอนประตู
เริ่มด้วยเรื่อง “สุนทรภู่ครูกลอน” เผลอวกวนมาถึงเรื่องตัวเอง อย่างไรก็ยังมีเกร็ดเล็กน้อยจะเล่าต่อนั่นแหละ โดยเฉพาะกลอน “สุนทรภู่ครูชีวิต” ฉบับเต็ม...ศุกร์หน้าครับ !
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



