บันเทิง

77 ศาลาเฉลิมกรุง 
สืบศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจ

77 ศาลาเฉลิมกรุง สืบศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจ

29 มิ.ย. 2553

ไม่ว่ายุคใดสมัยใด อุปนิสัยชื่นชอบความบันเทิงเริงรมย์ดูจะเป็นเนื้อแท้ของคนไทยมาเนิ่นนาน วิวัฒนาการด้านการบันเทิงจึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนวิวัฒนาการความเจริญของสังคมไทย และสิ่งที่วิวัฒนาการเคียงคู่กันมาอย่างเงียบๆ คือ สถานที่สำหรับจัดการแสดง ซึ่งน่าเสียดายท

 ย้อนไปใน สมัยรัชกาลที่ 7 คงไม่มีสื่อบันเทิงใดในโลกนี้จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูไปกว่า "ภาพยนตร์" ขณะนั้นประเทศไทยมีโรงภาพยนตร์อยู่เพียง 20 โรง กระจายอยู่ตามหัวเมืองในเขตพระนครและฝั่งธนบุรี จัดฉายภาพยนตร์นำเข้าจากฮอลลีวู้ดเป็นหลัก แต่โรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นโรงขนาดเล็ก ไม่หรูหรา ไม่ทันสมัย

 จวบจนเมื่อ พ.ศ.2473 รัฐบาลมีการประชุมเตรียมงานสร้างถาวรวัตถุขนาดใหญ่เพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการเฉลิมฉลอง 150 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าเชื่อมความเจริญระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี ด้วยเหตุที่โปรดการภาพยนตร์เป็นพิเศษ ในโอกาสเดียวกันนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงมหรสพขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นสง่าราศีแก่บ้านเมืองและแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กว่า 9 ล้านบาท ในการก่อสร้างและโปรดเกล้าฯ ให้ หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกผู้สำเร็จการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง พร้อมทั้งพระราชทานชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบและระลึกถึงการเฉลิมฉลองพระนครว่า "ศาลาเฉลิมกรุง"

 "ศาลาเฉลิมกรุง" ได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่าย แต่สง่างามสมเกียรติภูมิโรงมหรสพหลวง ด้วยการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมร่วมสมัย (Contemporary Architecture) แบบตะวันตกกับศิลปกรรมไทย สามารถจุผู้ชมได้มากกว่า 2,000 ที่นั่ง สมบูรณ์แบบด้วยเทคนิค แสง สี เสียง ตระการตา มีระบบเปิด-ปิดม่านอัตโนมัติ จัดการแสดงได้ทุกรูปแบบทั้งฉายภาพยนตร์ ดนตรีและละครเวที เป็นโรงมหรสพแห่งแรกในประเทศไทยที่ฉายภาพยนตร์เสียง และมีการนำเครื่องปรับอากาศมาใช้ กล่าวได้ว่าไม่มีโรงภาพยนตร์ใดในเอเชียหรูหราและทันสมัยเท่า

 ศาลาเฉลิมกรุงเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2473 โดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2476 โดยเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (หม่อมราชวงศ์มูล ดารากร) ผู้แทนพระองค์เป็นประธานในพิธีเปิด ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดฉายในรอบปฐมฤกษ์นี้คือ "มหาภัยใต้ทะเล"

 ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาดูแล บริหารงาน และดำเนินกิจการเกี่ยวกับการค้าภาพยนตร์อย่างครบวงจรและโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "สหศีนิมา" จำกัด (The United Cinema Company Limited) อันหมายถึง "แข็งแรงขึ้นร่วมกัน" 

 ศาลาเฉลิมกรุงเป็นโรงมหรสพแห่งแรกของเมืองไทยที่ใช้เครื่องปรับอากาศ แรกเปิดดำเนินการศาลาเฉลิมกรุง (พ.ศ.2476-สงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ.2486) จัดฉายภาพยนตร์เสียงในฟิล์มจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากภาพยนตร์ไทยยังมีน้อย จนเมื่อเข้าสู่ภาวะสงคราม วงการภาพยนตร์เริ่มซบเซา ศาลาเฉลิมกรุงจึงเปิดการแสดงละครเวทีร่วมด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน

 ยุคทองของวงการภาพยนตร์กลับมาอีกครั้ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง การกลับมาครั้งนี้ทำให้ศาลาเฉลิมกรุงเฟื่องฟูขึ้นมายิ่งกว่าเก่า และเป็นศูนย์กลางความบันเทิงอยู่นานกว่า 2 ทศวรรษ

 ในยุคที่รุ่งเรืองจนถึงขีดสุด ศาลาเฉลิมกรุงได้รับฉายาว่าเป็น "ฮอลลีวู้ดเมืองไทย" ด้วยเปรียบเป็น "สโมสร" ของชนชั้นสูงในสังคม เป็น "ศูนย์รวม" บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงทุกสาขาอาชีพ เป็นศูนย์รวมของผู้เกี่ยวข้องในวงการภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่ผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง ตัวประกอบ ทีมงานพากย์ นักร้อง นักเขียนโปสเตอร์  เป็น "สถาบัน" ผลิตทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่า "สร้างคน" "สร้างงาน" "สร้างอาชีพ" ให้คนหลายต่อหลายรุ่นออกมาประดับวงการบันเทิงไทย ไม่จำกัดอยู่แค่เพียงวงการหนังและวงการละครเท่านั้น แม้แต่วงการเพลงไปจนถึงวงการตลก เวทีแห่งนี้ล้วนมีส่วนผลักดันให้ดาวหลายดวงเจิดจรัสขึ้นมาในวงการทั้งสิ้น

 ความสำเร็จของศาลาเฉลิมกรุงมิได้สิ้นสุดอยู่เพียงเท่านั้น แต่ยังได้แผ่ขยายความเจริญไปสู่ชุมชนรอบข้าง กลายเป็นย่านการค้าที่คึกคัก มีร้านรวงเกิดขึ้นมากมายและหลายๆ ร้านยังคงอยู่เคียงคู่ศาลาเฉลิมกรุงจวบจนทุกวันนี้

 ศาลาเฉลิมกรุงได้เดินทางข้ามผ่านวันวานแห่งความสุขและค่อยๆ เริ่มเงียบเหงา ด้วยบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้วิถีชีวิตและค่านิยมของผู้คนเปลี่ยนตาม พร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่เริ่มพ้นสมัยตามกาลเวลา ศาลาเฉลิมกรุงจึงได้หยุดปรับปรุงกิจการใน พ.ศ.2534 และเปิดดำเนินการอีกครั้งในนาม "เฉลิมกรุง รอยัล เธียเตอร์" ใน พ.ศ.2536

 แม้จะเผชิญกับภาวะวิกฤติมากี่ครั้งกี่หน ด้วยความเหนียวแน่นของสายใยความผูกพันของผู้คนที่มีต่อสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้ ช่วยประคับประคองศาลาเฉลิมกรุงไว้อย่างทะนุถนอม รอวันชุบฟื้นคืนศักดิ์ศรีให้แก่ "โรงมหรสพหลวง" อนุสรณ์แห่งความสุขของชาวพระนคร

 ศาลาเฉลิมกรุงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยความร่วมมือของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับบริษัท สยามสินธร จำกัด ซึ่งเข้ามาเป็นแกนนำหลักในการดำเนินการศาลาเฉลิมกรุงยุคใหม่ อีกทั้งแรงศรัทธาจากผู้ที่ยังรักศาลาเฉลิมกรุงมิเสื่อมคลาย

 ณ วันนี้ 2 กรกฎาคม 2553 ครบรอบการดำเนินการ "77  ปี โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง" สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารและดำเนินการ ภายใต้นโยบายของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในนามของ บริษัท สหศีนิมา จำกัด อันเป็นชื่อพระราชทานจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 หมายถึง "แข็งแรงขึ้นร่วมกัน" เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันสืบต่อไป

 77 ปี ศาลาเฉลิมกรุง...ยังคงยืนหยัดเป็นศรีสง่าอยู่คู่กับบ้านเมืองไทย เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ความสุขความบันเทิงครบทุกอรรถรส อาทิ การแสดงโขน ละครเวที ภาพยนตร์ และดนตรี โดยคำนึงถึงความเหมาะสมต่อสถานะ "โรงมหรสพหลวง" สมดังเกียรติยศ สืบศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของความเป็น "โรงมหรสพหลวง" ด้วยแรงศรัทธาอย่างเหนียวแน่นยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ที่คงไม่อาจหาโรงมหรสพใดเทียบเท่า...

 เป็นความสำเร็จที่แท้จริง ที่คนไทยทุกคนสามารถสัมผัสได้ด้วย "ใจ"