บันเทิง

ยึดจรรยาบรรณนักดนตรี 
แนวทางของ "สครับ"

ยึดจรรยาบรรณนักดนตรี แนวทางของ "สครับ"

22 มิ.ย. 2553

หายหน้าไปนาน กลับมาครั้งนี้ 2 หนุ่มวง "สครับ" ทั้ง "บอล" ต่อพงษ์ จันทบุบผา และ "เมื่อย" ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ ขอคืนสู่สามัญกับอัลบั้ม "คิด (Kid)" ที่ขอคิดเข้าและคิดออก ในจุดยืนของตัวเอง ที่เน้นจรรยาบรรณของนักดนตรีที่นับวันจะเลื่อนหายไปจากวงการเพลงไทย

   "ห่างจากอัลบั้มเต็มอัลบั้มมูส 3 ปี ส่วนใหญ่ที่หายไปเพราะไปเล่นดนตรี ช่วงแรกที่หายไปมีคนถามมาว่าจะออกอัลบั้มเมื่อไหร่ เราก็ยังสนุกสนานเฮฮา แต่พอผ่านไปปีหนึ่ง อารมณ์ความรู้สึกมันบอกเอง แล้วบวกกับการที่ไปเล่นบางทีมันเริ่มจะซ้ำ อย่างสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ไปครั้งที่สิบ บอกตรงๆ เลยว่าสลับมุกก็แล้ว เปลี่ยนเพลงก็แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปเล่นแล้ว เกรงใจเขา ครึ่งปีที่แล้วเราพยายามไปต่างจังหวัด ไปที่ที่ไม่ค่อยได้ซ้ำมาก อย่างสยามนี่ชัดเจนมาก ไม่ได้เล่นมา 5-6 เดือนแล้ว มันเป็นที่ที่เรารู้สึกว่าน้องๆ ต้องหยุดดูบ้าง" บอลเผย ก่อนจะเสริมต่อว่า มันเป็นเหมือนจรรยาบรรณของนักดนตรี ที่ควรคิดถึงการโชว์ที่ไม่ซ้ำซาก

 ถ้าไม่ได้มองเรื่องธุรกิจอย่างเดียว การเล่นดนตรีการแสดง มันเป็นจรรยาบรรณ ถ้าเราไม่มีของใหม่ ผมว่าน้องๆ เพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกัน บางทีลืมนึกถึงตรงจุดนี้ มันทำให้บางโชว์ของเราเป็นโชว์ที่น่าเบื่อไป เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่เราต้องคอยดูแลกันเอง บางเรื่องเราประเมินเรารู้สึกได้ตัวเอง เพื่อให้ไม่เบื่อทั้งคนดูด้วย และเราด้วย" บอลกล่าวเสริม

 ก่อนจะมาเล่าถึงการทำงานในอัลบั้มใหม่ kid (คิด) ว่า อาจจะไม่เพอร์เฟกท์เท่าชุดแรก (อัลบั้ม...ssss...) แต่เป็นอัลบั้มที่ใช้ความคิดและความตั้งใจทำมาก

 "อัลบั้มนี้ถ้าเทียบกับอัลบั้มอื่นๆ ที่ทำออกมาแล้ว ผมว่าอาจจะนาน แต่ต่อให้ชุดนี้ทำร่วมๆ ปีหนึ่ง ก็ยังไม่เท่ากับชุดแรก เพราะชุดแรกเราเรียกได้ว่าทำกันทั้งชีวิต เพลงแรกทำตั้งแต่ผมยังไม่เจอเมื่อยเลย อัลบั้มแรกเป็นชุดที่เราเรียกได้ว่าแฮปปี้ เพราะว่าเรามีเวลาดูแลกับมันนาน กลั่นกรองมาแล้ว อย่างตอนอัลบั้มมู้ดเรามีเวลาน้อย ถึงขนาดที่เราต้องทำได้แค่อีพี ทำแค่ 5 เพลงด้วยซ้ำ เพราะด้วยความรับผิดชอบตอนนั้น เราเชื่อว่าเราไม่ได้ 10 เพลงที่เราชอบทั้งหมดแน่ๆ" บอลชี้แจง โดยเมื่อยเปรียบเทียบการทำอัลบั้มเหมือนเป็นการปั้นดิน ที่ต้องค่อยๆ ทำ ค่อยๆ วางโครงเพื่อให้เราได้สิ่งที่ชอบที่สุด

 "เราคล้ายๆ คนปั้นดิน ไม่ใช่ว่าพอจะทำปุ๊บแล้วมาเริ่มปั้น มันต้องขึ้นโครงไว้หลายๆ แบบ พอปั้นไปแล้วรู้สึกว่าตัวนี้เหมือนคนแล้ว เอามาให้พี่บอลดูว่าจะแต่งตัวยังไง มันจะยากตรงที่เราเริ่มปั้นกันเอง ไม่ได้มีคนมาปั้นไว้ให้ ผมไม่ได้มองว่าคุณภาพหรือไม่คุณภาพ มันไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันคือว่า เราไม่ได้มีแม่แบบว่าเราต้องปั้นดินให้เหมือนใคร มันปั้นโดนช่างสองคนสามคนที่ปั้นกันเอง ทรงที่ออกมามันก็เป็นทรงของเรา ช่วงที่คิดงานเราจะไม่คุยกันในเรื่องของกรอบเรื่องของอะไร ผมว่ามันเป็นเรื่องของวิธีคิดที่มันอิสระ เพราะผมคิดว่าคนที่เขาเป็นนักคิด เราไม่ควรเอาเรื่องระบบเข้าไปตีกรอบเขา" เมื่อยเล่า
 
 แล้วพอถามถึงมุมมองอัลบั้มใหม่แตกต่างจากอัลบั้มเก่าๆ ยังไง เมื่อยอธิบายดังนี้
 "จนถึงวันนี้เกี่ยวกับดนตรีเกี่ยวกับเสียงเพลงที่เราทำมัน 10 ปีแล้ว มันมีจุดที่ว่า อยู่ดีๆ คิดงานไม่ค่อยออก ไม่กล้าคิด รู้สึกกังวลว่าคนจะชอบไหม หรือว่ากลัวจะแต่งแล้วซ้ำแบบเดิม อัลบั้มนี้เลยมาลองคิดกันใหม่ว่าเรายังไม่เคยทำอะไรมาเลย แล้วเริ่มคิดงานเหมือนกับเราเริ่มทุกอย่างใหม่ ไม่ต้องคิดว่าแฟนเพลงจะรู้สึกยังไง ผมจะคิดแค่ว่าผมพอใจแล้ว ผมโอเค ผมชอบแล้ว เอาตัวผมคนเดียวเป็นจุดยืน แล้วส่งต่อให้พี่บอล พี่บอลโอเค เราก็ทำต่อ นี่คือภาพรวมของอัลบั้มคิดทั้งหมด อัลบั้มนี้เลยเป็นอัลบั้มที่ใช้สัญชาตญาณซะส่วนใหญ่" นักร้องนำของวงกล่าว พร้อมเสริมต่อว่า อัลบั้มนี้อยากจะพิสูจน์ว่า ซีดีที่มีคุณค่าจะขายได้ดีกว่าเอ็มพี 3 ไหม

 "ผมอยากจะลองพิสูจน์ดูว่า ถ้าเราทำตัวซีดีให้มันดี หรือให้มันมีคุณค่า สิ่งที่คนคิดว่าเดี๋ยวนี้คนไม่ซื้อแผ่น มันจะมีความรู้สึกดีขึ้นไหม ผมอยากลองพิสูจน์ว่า ถ้าเราทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว คนยังจะโหลดอย่างเดียวหรือเปล่า จริงๆ แต่มันอาจจะจบตรงที่ว่า สิ่งที่เราทำมามันอาจจะฟาวล์ก็ได้ ผมเคยมานั่งคิดว่า เราเป็นนักดนตรี และหลักฐานที่ทำให้คนรู้ว่าเราเป็นนักดนตรี คือแผ่นซีดี และมันมีแง่คิดที่ว่าอะไรก็ตามที่เป็นศิลปินที่เราชอบ เราจะซื้อเก็บไว้ ผมอยากทำให้แผ่นของสครับได้ความรู้สึกอย่างนั้น ผมอยากให้มันเป็นหลักฐานว่า เราเคยออกอัลบั้มนี้ ดีกว่าอยู่ในโทรศัพท์ อยู่ในคอมพิวเตอร์ ที่สุดท้ายวันหนึ่งอาจจะหายไป แต่ถ้ามันฟาวล์ คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ทำอะไรดีๆเกี่ยวกับธรรมเนียมของการทำเพลง เพราะครั้งหน้าคงเหลือเอ็มพี 3 ให้ดาวน์โหลดตามน้ำไป" เมื่อยกล่าวสรุป