
'พราย-เมธี' สองขั้ว ที่มาผสมกันพอดี
เป็นส่วนผสมที่ลงตัวจริงๆ สำหรับ "เมธี โมเดิร์นด็อก" หรือ เมธี น้อยจินดา ที่สลัดทิ้ง "โมเดิร์นด็อก" มาร่วมแจมกับ "พราย" ปฐมพร ปฐมพร ในโปรเจกท์ "พรายแอนด์เมธี โปรเจกท์ โพเอ็ทติก พาร์ท (Pry & May-T Project Poetic part) แต่ทำไมสองคนนี้ถึงมารวมตัวกันไปฟังจา
"พี่พรายเคยชวนเมื่อนานแล้ว ตอนเจอกันโดยบังเอิญ ที่สวนลุมไนท์บาซาร์ ผมวิ่งเข้าไปทักพี่พราย หลังจากนั้นคุยกัน ว่าอยากทำงานร่วมกัน แต่เนื่องจากเวลา ความพร้อม ตอนนั้นเลยได้แต่แลกเปลี่ยนความคิด ยังไม่ลงมือทำ จนกระทั่งพอผมเริ่มสร้างสตูดิโอบ้าน เลยโทรไปชวนพี่พรายว่าตอนนี้พร้อมแล้ว และเริ่มทำกันมา แต่เป็นโปรเจกท์ที่ทำๆ หยุดๆ เกือบ 2 ปี เนื่องจากบางช่วงโมเดิร์นด็อกก็โชว์หนักด้วย แล้วคนอื่นที่มาช่วย ต่างมีงานประจำของตัวเองกันหมด เพราะโปรเจกท์นี้เป็นโปรเจกท์พิเศษเท่านั้น" มือกีตาร์โมเดิร์นด็อกเล่า พร้อมยืนยัน ว่าไม่ได้ทิ้งโมเดิร์นด็อกมาตั้งวงเองอย่างที่เป็นข่าว
"ตอนนี้จริงๆ เป็นช่วงพักของโมเดิร์นด็อก อย่างตอนที่โมเดิร์นด็อก เรามีคอนเสิร์ตใหญ่ ไปทัวร์ต่างประเทศ ผมหยุดทำโปรเจกท์นี้ไป แต่ถ้าช่วงไหนว่างก็จะมาเจอกัน แต่พอมาเจอกันแต่ละครั้ง ก็ได้งานเยอะเหมือนกัน เดือนหนึ่งบางทีเจอกัน 3 วัน แต่เจอกันต่างมีไอเดียของกันและกันมา" เมธีพยายามอธิบาย
ด้าน พราย ได้บอกถึงการมาร่วมงานกับ เมธี ว่าเป็นเหมือนโชคชะตาลิขิต ให้มาตกหลุมรักกัน
"ตัวผมไม่ได้ทำเพลงมาสักพักแล้ว และเราก็ได้มาคุยกัน เราเองไม่รู้ทำไม ถึงมาทำงานกับเขา เหมือนเป็นโชคชะตาหรืออะไรบางอย่าง มันเหมือนเป็นความรู้สึกบางอย่าง ที่เราไม่คาดฝันเหมือนกัน จริงๆ ผมเป็นคนมีอัตตาเยอะ ตอนช่วงที่ออกเทปแล้วมีคนบอกว่าศิลปิน นักร้อง นักแสดงจะเป็นคนของประชาชน สำหรับผม ผมไม่คิดว่าผมเป็นคนของประชาชน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว เราไม่ต้องการเป็นคนของประชาชน เราต้องการเป็นคนของตัวเอง แต่งานนี้มันเหมือนเราต้องมาทำงานกับเมธี โมเดิร์นด็อก เหมือนว่ามนุษย์สองคนที่อยู่บนโลกเกิดตกหลุมรักกัน เป็นช่วงที่กำลังสวีทกัน วันหนึ่งมันอาจจะไม่สวีทก็ได้มันเป็นธรรมชาติ แต่ตอนนี้มันเหมือนจากวันแรกที่เจอกัน เราก็รู้สึกดี" นักร้องอินดี้เผย โดย เมธี เสริมต่อว่าการมาทำงานกับนักร้องรุ่นพี่ เหมือนเป็นงานอดิเรกที่ทำกับเพื่อนๆ เพื่อความสนุก
"ตอนทำกับโมเดิร์นด็อก เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง คือเราทำเป็นอาชีพจริงๆ ทุกคนมีอาชีพที่ต้องทำดนตรี แต่งานนี้เหมือนเป็นงานอดิเรกก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนโปรเจกท์พิเศษ ทำเพราะความอยากทำ ไม่ได้คิดว่าทำเพื่อจะขายยังไง แค่คิดว่าอยากทำอะไรร่วมกัน เลยดึงเพื่อนที่มีความคิดคล้ายๆ กันมาทำ ทุกครั้งที่มาซ้อมดนตรีก็สนุกแล้ว ต่อให้มันไม่ต้องออกมาให้ใครฟัง แค่มาซ้อมก็สนุกแล้ว ตอนนี้ยังมีเพลงเหลือ ยังคิดเลยว่าอยากที่จะทำต่อ แต่ต้องดูเรื่องของเวลาอะไรอีก" เมธีกล่าวเสริม
พอถามถึงเรื่องที่ ว่าทั้งพรายและเมธี มีความต่างกันในแนวเพลงอย่างชัดเจน เพราะของโมเดิร์นด็อกจะเป็นป๊อป ส่วนของพรายจะเป็นร็อกหนักๆ ดูเหมือนเข้ากันไม่ได้เลย
"แนวเพลงตอนแรก เลยไม่เป็นแบบนี้ เพราะเรื่องของเวลาที่ทำแล้วหยุดๆ ช่วงแรกที่ผมมาทำเพลงกับพี่พราย แล้วเราอยู่โมเดิร์นด็อก เราก็ไม่อยากให้มันเหมือนกับโมเดิร์นด็อกซะทีเดียว แต่โมเดิร์นด็อกก็เป็นเรา เพราะเราเป็นคนแต่งกีตาร์แต่งคอร์ด บางทีมันก็งงเลือกแนวไม่ได้อยู่พักหนึ่ง แต่พอเริ่มได้เจอกัน ได้พูดคุยกัน แล้วเพราะตัวพี่พราย ได้เห็นเนื้อร้องที่พี่พรายแต่ง ความหมายของเพลง และผมเป็นคนทำดนตรีตามความหมาย ตามอารมณ์ของเพลง มันเลยทำให้แนวดนตรีเปลี่ยนไปอีก เพราะดนตรีเราทำแบบที่ทำกับโมเดิร์นด็อก แต่พอเป็นเสียงพี่พราย เนื้อร้องพี่พราย มันจุดประกาย ทำให้เหมือนว่าเราก็ไปทางนี้ก็ได้ ยิ่งมาเจอเพื่อนๆ ที่มาช่วย มันยิ่งพาไปอีกทางหนึ่ง เพราะฟังๆ แล้ว ก็จะเห็นว่ามีความเป็นพี่พรายอยู่ด้วย และมีความเป็นโมเดิร์นด็อกอยู่ มันเหมือนเป็นส่วนผสมที่มาเจอกันและลงตัวกันพอดี" เมธีแจง ซึ่งพรายกล่าวเสริมว่าการทำเพลงเหมือนเป็นจารึกความรู้สึกดีๆ ของทั้งคู่ไว้
"การทำเพลงเหมือนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการพบกันของเรามากกว่า มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเนื้อหาเท่าไหร่ การพบกันและการเกิดความรู้สึกที่ดีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความรู้สึกที่ดี ถ้ามีการจารึกไว้ในเรื่องราวชีวิตของแต่ละคนมันเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะฉะนั้นผมกับเมธีก็จารึกไว้ในลักษณะของการทำอัลบั้มเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งวันหนึ่งก็จะแปรเปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่ผมคิด แต่ที่เมธีคิดว่างานนี้จะเป็นงานอดิเรกหรืองานอาชีพ ดูเขาจะสับสน แต่ผมค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของการทำงานกับใครสักคน จริงๆ ผมไม่ค่อยได้ทำงานกับใคร นอกจากเพื่อนที่รู้จักกัน แต่เพราะความสวยงามในตัวของเขาเองค่อนข้างสูง เรารับรู้ได้ และเพราะจุดนี้มันทำให้เราอยากทำงานกับเขา และยิ่งทำก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ" พรายกล่าวปิดท้าย



