
มองนอกดูใน - มองพระพุทธศาสนา...ด้วยสายตาพุทธศาสนิกชน
เมื่อช่วงก่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Martin H. Petrich นักหนังสือพิมพ์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เดินทางมาสัมภาษณ์ข้าพเจ้า...ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง เกี่ยวกับ บทบาทของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
ก่อนการสนทนา คุณ Martin ได้บอกข้าพเจ้าว่า การสัมภาษณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อเขาเสนอให้ชื่อของข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นของพุทธศาสนาในประเทศไทย เพื่อนำไปลงในนิตยสารซึ่งประเทศเยอรมนีและสำนักงานองค์การท่องเที่ยวประเทศไทยในประเทศเยอรมนีร่วมกันจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเชิญชวนชาวเยอรมันมาเยือนประเทศของเรา และสาเหตุที่คุณ Martin เลือกที่จะให้ข้าพเจ้าให้สัมภาษณ์นั้น ก็เนื่องจากเล็งเห็นถึงความโดดเด่นในการสร้างเสริมความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางด้านพระพุทธศาสนาของข้าพเจ้า และเนื่องจากในช่วงปี 1999 ขณะที่เขาทำงานให้ International Network of Engaged Buddhists (INEB) ที่กรุงเทพฯ นั้น เขามีโอกาสมาอยู่ร่วมกับชาวชุมชนที่เสถียรธรรมสถานช่วงเวลาหนึ่ง
ในวันนี้ ข้าพเจ้าจะขอนำบางส่วนเสี้ยวของมุมมองจากการสัมภาษณ์ในวันนั้นมาถ่ายทอด เพื่อให้ได้รับรู้ร่วมกัน...ดังนี้
ประเด็นเกี่ยวกับชาวพุทธที่นับถือและบูชาเครื่องรางนั้น ข้าพเจ้าได้ให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องจากหัวใจสำคัญของพุทธศาสนาคือการสร้างให้โลกมีสันติสุข จึงอาจมองได้ว่า พุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ ซึ่งมีความหลากหลาย การนำพุทธศาสนาไปรับใช้ความหลากหลายดังกล่าวจึงอาจจำเป็นที่จะต้องอาศัย ‘เส้นทาง’ ผ่านขนบและประเพณีที่ชาวพุทธมีความคุ้นชินเป็นเครื่องมือและเป็นเครื่องสนับสนุน
“ชาวพุทธแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ทุกข์แล้วดิ้นรนขวนขวาย แต่พอสบายแล้วนอนเฉื่อย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มักจะงมงาย มักวิ่งเข้าไปทำเรื่องที่เป็นไสยศาสตร์ กลุ่มที่ 2 คือเมื่อมีความทุกข์ก็ดิ้นรนขวนขวาย แต่พอผ่านความทุกข์ไปได้แล้ว ก็ยังคงเดินทางต่อไป เพราะปัญญาเกิด พวกนี้ไม่งมงาย กลุ่มที่ 3 เป็นชาวพุทธที่เข้าถึงกระแสของอริยชนแล้ว คือพอมีความทุกข์มากระทบ ก็ทุกข์กาย แต่ไม่ทุกข์ใจ พวกนี้ใจไม่ทุกข์แล้ว ใจเป็นอิสระแล้ว คือเข้าสู่กระแสของอริยะแล้ว กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่เมื่อมีความทุกข์ไม่ลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวาย จมอยู่แต่ในทุกข์ เอาแต่รอการดลบันดาล การอ้อนวอนร้องขอ อันนี้ไม่ใช่ชาวพุทธ แต่เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด”
ประเด็นเกี่ยวกับคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุว่าส่งผลหรือไม่ อย่างไร ต่อภาพรวมของพุทธศาสนาในประเทศไทย ทั้งในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และหลังจากท่านมรณภาพไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้ตอบคุณ Martin ไปว่า คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสนั้นตรงกับหัวใจและความคิดของคนหนุ่มสาว ที่มักตั้งคำถามว่า ‘เกิดมาแล้ว...จะเป็นอิสระได้หรือไม่’ ข้าพเจ้าคิดว่าคำสอนของท่านอาจารย์นั้นใช้ได้จริง แต่อิทธิพลของคำสอนดังกล่าวนั้นจะมีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคนรับอีกเช่นกัน คือหากคนที่รับฟังคำสอนนั้นสนใจและมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายที่ท่านอาจารย์สอน คำสอนนั้นก็มีอิทธิพล แต่ถ้าไม่สนใจ คำสอนก็จะเป็นเพียงคำสอนธรรมดาเท่านั้น
ประเด็นคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของพุทธศาสนาในปัจจุบันและอนาคตนั้น ข้าพเจ้าแลกเปลี่ยนไปว่า ในอนาคต พุทธศาสนาจะกลับมามีคุณค่ามากอีกครั้ง เพราะในปัจจุบันนี้เหตุการณ์ต่างๆ ได้ยืนยันให้เห็นแล้วว่ามนุษย์ใช้คำสอนในพุทธศาสนาอย่างไม่ถูกต้อง ความวุ่นวายและสภาพความขัดแย้งในโลกและสังคมไทย จะบีบบังคับให้คนกลับมาสนใจเรื่องจิตใจและคำสอนที่ถูกต้องมากขึ้น
ประเด็นคำเกี่ยวกับผู้คนทั้งไทยและชาวต่างชาติซึ่งมีแนวคิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสถานปฏิบัติธรรมเท่านั้น และนำมาเป็นเงื่อนไขที่จะให้ไม่ปฏิบัติธรรมนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ตอบไปว่า “การปฏิบัติธรรมอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา แต่ขึ้นอยู่กับการหายใจอย่างมีสติในทุกการกระทำ ทุกคำพูด และทุกความคิด สำหรับคนที่ไปสถานปฏิบัติธรรม เช่นมาที่นี่ (เสถียรธรรมสถาน) เราก็เป็นเหมือนเพื่อน เป็นคนที่ช่วยให้คนที่ไม่รู้ ได้รู้ เหมือนกับเมื่อคุณอ่านหนังสือได้แล้ว คุณจะอ่านหนังสือที่ไหน ก็ได้ไม่ต้องกลับมาอ่านหนังสือที่นี่...
“การภาวนาเป็นงานที่ต้องทำตลอดชีวิต และต้องทำอย่างมีวินัย คือมีความสม่ำเสมอ การภาวนาเป็นการลงทุน เป็นการสร้างเหตุ ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่มีผล ถ้าไม่มีการลงทุน ก็จะไม่ได้ผลเลย สิ่งนี้มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น คือต้องทำเหตุด้วยความถูกต้อง ผลที่เกิดจึงจะถูกต้อง”
ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันยนีย์ เสถียรสุต"
****ขอเชิญเข้าร่วมโครงการโรงเรียนพ่อแม่ ‘มาช่วยกันสร้างโลกให้มีอริยะ...เพราะอริยะสร้างได้ ด้วยการสร้างลูก’
ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ มิถุนายนนี้ ณ เสถียรธรรมสถาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทรศัพท์ ๐-๒๕๑๐-๖๖๙๗, ๐-๒๕๐๙-๐๐๘๕ หรือ www.sdsweb.org



