
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - ค่ายวรรณกรรมที่วังน้ำเขียว
ผมชวนลูกชายแล้ว แต่เขาไม่ไป ผมจึงขับรถไปคนเดียวอย่างเปลี่ยวเหงา เดินทางหลังเที่ยงคืนซึ่งเป็นเวลาที่ควรจะนอนหลับอย่างสบายมากกว่า แต่ในเมื่อเลือกแล้วก็ต้องยอมรับสภาพ จากนครสวรรค์ท่ามกลางสายฝนโปรยปรอยประปราย ผ่านนครนายก ปราจีณบุรี ถึงแยกกบินทร์บุรี มุ่งสู่อำ
มาร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เขียน เรียน คิด เรียนรู้เรื่องชีวิต ผ่านการพินิจ และลงมือสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของเยาวชนคนหนุ่มสาวราว 50 ชีวิต จัดโดยมูลนิธิซีเมนต์ไทย ค่ายวังน้ำเขียวนี้เป็นปีที่ 2 โดยปีแรกจัดขึ้นที่จังหวัดสระบุรี
มูลนิธิซีเมนต์ไทย ได้ก่อตั้ง โครงการศิลปะเพื่อเยาวชนไทย มีชื่อภาคภาษาอังกฤษว่า young Thai Artist award เพื่อเป็นสนามรองรับการสร้างสรรค์ศิลปะหลากหลายแขนงของเยาวชน สำหรับแขนงวรรณกรรม มีการประกวดทั้งประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี รางวัลนี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างสำคัญ จนเกิดคลื่นลูกใหม่หลายลูก ทยอยสู่ฝั่งฝัน ต่อเนื่องมาใกล้จะทศวรรษ
นาม สิรณัฐ ธรรมธราชัย เชตะวัน เตือประโคน และกวีหนุ่มกฤตย์ดิศร กรเกศกมล ได้รับการต้อนรับ เข้าสู่ถนนสายวรรณกรรม โดยมีรางวัลยอดเยี่ยม Young Thai Artist award เป้นแรงส่งอันงดงาม
ค่ายวรรณกรรมที่รีสอร์ท “เรือนคุณนาย” อำเภอวังน้ำเขียว ใกล้ๆ เขาแผงม้า จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ผมเดินทางไปถึงในเวลา ตี 5 เศษ ขับรถฝ่าม่านหมอกที่หนาจนมองไม่เห็นทาง เมื่อไปถึงสถานที่จัดกิจกรรมก็ได้พบ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ นักเขียนมากหน้าหลายตา จนหลงคิดไปว่านี่เป็นงานชุมนุมนักเขียนหรือไร เริ่มนับจากท่านนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ศิลปินแห่งชาติ สองท่าน กวีซีไรต์อีกสาม ศิลปินศิลปาธรอีกสาม บรรณาธิการ คอลัมนิสต์ นักคิด นักข่าว รวมเยาวชนหนุ่มสาวด้วย ก็ร่วมร้อย
จากประสบการณ์ครั้งแรกที่ค่ายวรรณกรรมสระบุรี รู้สึกยินดีที่ประเทศนี้ คน หน่วยงาน องค์กร ที่เห็นความงดงาม ความสำคัญของศิลปะ วรรณกรรม เยาวชนรุ่นใหม่โชคดีกว่ารุ่นผมที่ได้รับโอกาสวิเศษ และพิเศษแบบนี้ ใครมีดีอยู่ในตัวก็ได้งอกเงยอย่างเต็มที่ด้วยปัจจัยเสริมส่งที่ถึงพร้อม นักเขียนทุกคนที่มาเป็นวิทยากรต่างกระตือรือร้นที่จะถ่ายทอดวิทยายุทธ ถ่ายเทกำลังภายในให้ศิษย์รุ่นลูกรุ่นหลาน โดยไม่หวง ไม่ออม ไม่อมภูมิ เห็นแววตาคนหนุ่มสาวแล้วผมรู้สึกอุ่นใจ มีความหวัง
นักเขียน “ตัวเป็นๆ” ได้ปรากฏกายให้เห็นทั้งรูป ทั้งนาม ผ่านคำพูด บทกวี บทเพลง ตลอดจนกิริยาท่าทาง และอาการ ตลอดสองวันสามคืน ชื่นมื่น เบิกบานใจได้ความรู้ เจริญความคิด และท่วมท้นแรงบันดาลใจ
ขากลับผมขับรถเลาะลัดเข้าทางสายชนบท ผ่านอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ผ่านตำบลหมูสีมาออกทางปากช่อง ระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร ถนนสายเล็กๆ สงบเงียบ ก่อนออกจากวังน้ำเขียว แวะจิบกาแฟที่ขึ้นป้ายโฆษณาว่าเป็นหนึ่งในกาแฟ “ระดับโลก” ที่ผมประทับใจไม่ใช่กาแฟหรอก เพราะผมเป็ฯพวกรสนิยมต่ำ เป็นพวกลิ้นจระเข้ ไม่รู้สุนทรียรสของกาแฟ (เช่นเดียวกับไม่มีรสนิยมเรื่องไวน์)
แต่ที่ผมชอบมากถึงขั้น กรี๊ด..ซี้ด.. จนต้องครางเบาๆ ก็คือ ไอศกริมชนิดพิเศษที่ถึงพร้อมซึ่งศิลปะอย่างลงตัว ไอศกริมที่ว่ามีต้นตำรับอยู่นนทบุรีครับ ร้านกาแฟที่กล่าวถึงได้รับมาขายอีกที เคยลองไหมครับ ไอศกริมมะยม + พริกกะเกลือ เขาโรยพริกกะเกลือลงไปบนไอศกริม เลยนะครับ ยังมีไอศกริมฝรั่งแช่บ๊วย (โรยเกล็ดบ๊วย) ไอศกริมมะขาม ผมลองชิมทุกรสเลยครับ แล้วก็ครวญคร่ำรำพึงรำพันที่ต้องจากลา กลับไปบ้านผมคงหากินที่ไหนไม่ได้ กลับถึงบ้านเล่าให้ลูกชายฟัง เขาบ่นเสียดายใหญ่
เมื่อขับรถออกจากเขตเขาใหญ่ มาโผล่ถนนธนรัชต์ ก็ต้องร้องอุทาน โอ้แม่เจ้าโว้ย.. นี่ ถึงกับขยายถนนเป็นสี่เลนเชียวหรือ แต่เมื่อคิดถึงความสวยงามของบรรดารีสอร์ทน้อยใหญ่ทั้งหลายแล้ว ก็ต้องตั้งสติใหม่ คงมีเหตุผลประกอบมากมายที่ใครๆ (บ้างล่ะ) จะอธิบายในนามของการพัฒนา ส่วนตัวกระผมเองนั้น ขับรถไปคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ช่วงหนึ่งต้องหักพวงมาลัยรถหลบกิ้งก่าตัวหนึ่ง ซึ่งวิ่งทะเล่อทะล่าข้ามถนน เกือบจะเหยียบเสียแล้ว ดีที่คล่อมไป..ใจหาย
นี่ถ้าถนนกลายเป็นสี่เลน เจ้ากิ้งก่าตัวนี้คงข้ามไปไม่ตลอดรอดฝั่งเป็นแน่
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



