
อึ้งหนัก! เปิดพฤติการณ์ "บุ๋ม ปนัดดา" โยกย้ายเงินบริจาคกว่า 800 ล้าน เอาเงินไปทำอะไรบ้าง?
ตำรวจสอบสวนกลาง สรุปคดี "บุ๋ม ปนัดดา" เปิดพฤติการณ์โยกเงินบริจาคกว่า 800 ล้าน เอาเงินไปใช้จ่ายอะไรบ้าง? พร้อมเปิดรายการของมีค่าที่ถูกยึด
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ดำเนินคดีกับ "มูลนิธิองค์กรทำดี" กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ , พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส , พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล , พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย , พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. , พ.ต.ท.ภาคิน ไกรกิติชาญ , พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ติระพัฒน์ , พ.ต.ท.สมชาย ศรพล , พ.ต.ท.อภิชา เทพจันทร์ รอง ผกก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.วงศกร เก่งล้วนหวัด รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปอศ. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ นำโดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัฐ , พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา , พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย สว.กก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ไตรรงค์ หน่วยตุ้ย สว.กก.4 บก.ปคม.ปรก.สว.กก.4 บก.ปอศ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ.
ร่วมกันจับกุม
- นางสาวปนัดดา ฯ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6491/2569 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา , ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542” จับกุมที่บ้านพัก ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม.
- นายอธิป ฯ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 6492/2569 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จับกุมตัวได้บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอหมายค้นจำนวน 4 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปทุมธานี โดยมีผลการปฏิบัติ ดังนี้
- จุดที่ 1 บ้านพักหรู ย่านเกษตร-นวมินทร์ เขตลาดพร้าว กทม. ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของ นางสาวปนัดดาฯ ผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดรถยนต์ตู้หรู Alphard, ทรัพย์สินมีค่า จิวเวลรี่, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ, อาวุธปืน 5 กระบอก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสมุดบัญชีธนาคาร
- จุดที่ 2 ที่ทำการมูลนิธิองค์กรทำดี คลอง8 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตรวจยึดรถยนต์ของมูลนิธิฯ 5 คัน และรถยนต์ส่วนบุคคล 1 คัน, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม, เอกสารต่างๆ, วัตถุคล้ายแท่งเงิน และฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด
- จุดที่ 3 บ้านพักในพื้นที่ ต.บึงกาสาม อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ตรวจยึดเอกสารสิทธิ์และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ใน จ.กระบี่ และ ภูเก็ต
- จุดที่ 4 อาคารที่ตั้งมูลนิธิฯ เดิม ซอยรามอินทรา 23 เขตบางเขน กทม. ได้เข้าตรวจสอบพยานเอกสารและสถานที่ตั้งเดิมของมูลนิธิฯ เพื่อรวบรวมหลักฐานประกอบสำนวนคดี
เปิดพฤติการณ์
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายและประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจำนวนหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ว่าได้รับการชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสาธารณกุศล แก่ผู้ประสบอุทกภัย และผู้ยากไร้ แต่ต่อมาพบข้อพิรุธว่าเงินบริจาคดังกล่าวอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการรับบริจาคอย่างแท้จริง จึงมาร้องทุกข์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวน
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้อาศัยชื่อเสียง ภาพลักษณ์ความเป็นบุคคลสาธารณะ และการทำงานช่วยเหลือสังคม โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้ในนามส่วนบุคคลควบคู่กับบัญชีมูลนิธิฯ โดยใช้ชื่อบัญชีธนาคารที่สร้างความเข้าใจเสมือนเป็นบัญชีทางการขององค์กรสาธารณกุศล ส่งผลให้ประชาชนหลงเชื่อและร่วมบริจาคเงินเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล โดยมียอดเงินบริจาคหลั่งไหลเข้าบัญชีสะสมรวมกว่า 800 ล้านบาท (แบ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคลกว่า 600 ล้านบาท และบัญชีมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเงินบริจาคมาแล้ว กลับพบว่ามีการโยกย้าย ถ่ายเทเงินบริจาคออกจากบัญชีรับบริจาคเข้าสู่บัญชีเงินฝากส่วนตัวของกลุ่มผู้ต้องหาและบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ ตรวจสอบพบว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ชำระหนี้สินบัตรเครดิต ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู ซื้อกองทุนรวม ตลอดจนพบรูปแบบการโยกย้ายเงินผ่านสัญญาก่อสร้างอาคารและพูลวิลล่าหรูในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.ปทุมธานี โดยมีการทำธุรกรรมโอนเงินบริจาคไปยังผู้รับเหมา แล้วมีการวนเงินสดและเงินโอนคืนกลับมายังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมทั้งการนำเงินบริจาคไปกว้านซื้อที่ดินสะสมไว้ในครอบครอง ในหลายจังหวัด และมูลนิธิฯ ดังกล่าวยังไม่เคยมีการจัดทำและนำส่งรายงานสถานะการเงินหรืองบดุลประจำปีต่อนายทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตในการนำเงินบริจาคสาธารณะไปเป็นประโยชน์ส่วนตน
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ในชั้นจับกุมและสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รวบรวมพยานหลักฐาน เอกสารธุรกรรมทางการเงิน และของกลางที่ตรวจยึดได้เพื่อดำเนินการอย่างยุติธรรม และได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งได้ประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และประสานกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ต่อไป
ตำรวจสอบสวนกลางขอเตือนภัยถึงพี่น้องประชาชนว่า การร่วมบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลควรตรวจสอบข้อมูลความโปร่งใสขององค์กรอย่างรอบคอบ โดยตรวจสอบว่าบัญชีที่รับบริจาคเป็นบัญชีในนาม “นิติบุคคลมูลนิธิหรือสมาคม” ที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่บัญชีเงินฝากส่วนบุคคล และควรติดตามตรวจสอบการเผยแพร่รายงานสถานะการเงินและการนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์จริง หากพบพฤติการณ์เปิดรับบริจาคที่ส่อไปในทางทุจริต หรือแอบอ้างความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือสายด่วน 1195
"การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น"



