
"พุทธ อภิวรรณ" ให้ปากคำ ปมบริจาคให้ "มูลนิธิองค์กรทำดี" 8 แสนบาท
"พุทธ อภิวรรณ" เชื่อตำรวจจะเทียบเส้นทางการเงิน เพื่อตอบได้ชัดว่า "มูลนิธิองค์กรทำดี" ใช้เงินตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
12.40 น. นายพุทธ อภิวรรณ พิธีกรรายการข่าวชื่อดัง พร้อมนายนิติธร แก้วโต หรือทนายเจมส์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าให้ปากคำในฐานะพยานที่เคยโอนเงินไปบริจาคให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี จำนวน 8 แสนบาท นานกว่า 2 ชั่วโมง ว่า วันนี้เดินทางมาในฐานะพยาน ในการบริจาคเงิน เพราะตนเองบริจาคไปประมาณ 5 ครั้ง ในปี 2568 ทั้งช่วยเหลือน้ำท่วมและชายแดนใต้ และวันนี้ เท่าที่คุยกับเจ้าหน้าที่ ตนเองก็บอกต้องมาเป็นแค่พยานเท่านั้นไม่ได้มาเพื่อแจ้งความดำเนินคดี และการที่ตนเองบริจาคนั้นยืนยันว่า เพื่อช่วยเหลือตามที่คุณบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประกาศรับบริจาคไว้ทางสื่อ
ส่วนมองว่า การที่ตนเองไปบริจาคเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นั้น นายพุทธอภิวรรณ ระบุว่า ในฐานะผู้บริจาค ยอมรับตามตรงว่า มันแปลกและมีความผิดปกติในเรื่องของเส้นเงินที่ออกมา และเมื่อเห็นข้อมูลจากข่าวสารก็ทำให้รู้สึกว่า มีหลายเรื่องที่ชวนให้สงสัย แต่ตนเองก็คงไม่สามารถไปตอบแทนได้ว่า เงินถูกนำไปใช้อะไรบ้าง และที่ผ่านมาไม่ได้รีเช็กกลับไปที่มูลนิธิฯ เพราะเชื่อว่าผู้บริจาคหลายคนคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และไม่คิดว่า บุ๋ม ปนัดดา จะมาถึงจุดนี้ได้
ส่วนการที่นำเงินไปสร้างศาลเจ้านั้น จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่บริจาคหรือไม่นั้น ตนเองเชื่อว่า ตำรวจคงเอายอดเงินบริจาคในช่วงรอยต่อปี 2568-2569 ไปเทียบเคียงกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิฯ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร
เมื่อถามว่า หากตรวจสอบแล้ว มีการนำเงินไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้จริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็เอาไปใช้ทำมูลนิธิ และสร้างศาลเจ้าด้วยนั้น ในฐานะผู้บริจาคจะโอเคหรือไม่ นายพุทธ ระบุว่า "คงไม่มีใครโอเคหรอกครับ ผมว่า ดาราศิลปินที่กำลังจะมาควไม่มีใครโอเค ถ้ารู่ว่าเงินที่เราตั้งใจช่วยเหลือพี่น้องประชาชน กลายไปเป็นพลูวิลล่า กลายไปเป็นการซื้อที่ดิน กลายไปอยู่กับคนรอบตัว หรือซื้อทองหรือซื้อแบรนด์เนมก็คงไม่มีใครโอเค"
และหลังจากนี้ตนเองต้องการให้มีการตรวจสอบให้ เกิดความกระจ่างไม่ใช่แค่ตนเอง และทุกคนสังคมเพราะคำว่ามูลนิธิ เชื่อว่าทุกคนต้องการเห็นการใช้เงินอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้และเคสของคุณบุ๋ม จะเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายๆมูลนิธิมาเปิดเผยว่าใช้เงินไปทำอะไรเพื่ออะไร เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เพราะ เชื่อว่าไม่ใช่แค่มูบริธิคุณบั๋มที่จะเป็นคดี แต่คงมีมูบริธิอื่นอีกแน่นอน และส่วนตัวเมื่อช่วยไปแล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะถ้าเจาทำผิดเขาก็ต้องงรับกรรมไป
พร้อมยืนยันว่า การโอนไปบริจาคของตนเอง ไม่ได้เพื่อต้องการลดหย่อนภาษี แต่เป็นการให้ในนามส่วนตัวเพื่อตั้งใจจะช่วยเหลือ และนอกจากมูลนิธิของคุณบุ๋ม ตนเองก็เคยโอนไปบริจาคมูลนิธิของผู้ชายคนหนึ่งที่ ตนเองไปให้ให้ปากคำที่ดีเอสไอไว้แล้ว แต่ยอดเงินที่โอนให้มูลนิธิคุณบุ๋ม มากกว่า แต่ยอมรับว่า หลังจากนี้ เวลาจะโอนช่วยเหลืออีกก็คงต้องคิดก่อน และพิจารณามากขึ้นแล้ว
เมื่อย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการบริจาค นายพุทธ ระบุว่า เห็นจากการโพสต์ผ่านสื่อ และเนื่องจากตนเองเคยรู้จักและเคยพบเจอ บุ๋ม ปนัดดา มาก่อน จึงเชื่อมั่นในเจตนาที่ดีและตัดสินใจโอนเงินช่วยเหลือ โดยไม่เคยโทรศัพท์ไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวเรื่องจำนวนเงินล่วงหน้า และเพิ่งได้พูดคุยกันหลังเกิดเรื่องราวขึ้น รวมถึงก่อนหน้านี้เคยรับรู้จากที่ บุ๋ม ปนัดดา โทรศัพท์มาเล่ารายละเอียดเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวก่อนที่จะเป็นข่าวใหญ่
ขณะที่นายนิติธร หรือทนายเจมส์ บอกด้วยว่า คดีนี้ขึ้นอยู่กับเส้นทางการเงินอย่างเดียว หากจะอ้างว่า ไม่ได้มีเจตนา ก็มองว่าคงไม่เกี่ยว เพราะแม้คดีอาญาจะยกฟ้องในทางแพ่งก็ต้องชดใช้อยู่ดี ดังนั้นต้องไปดูก่อนว่าคดีอาญาผิดหรือไม่ หากผิดก็จะรวบยอดออกมาเอง
ส่วนกรณีที่ ก็อต อธิป สามีคุณบุ๋ม ยอมรับผิดแทนนั้น ตนเองไม่สามารถตอบเจาะจงได้ว่าเตี๊ยมกันมาหรือไม่ เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และต่อให้มีคนหนึ่งรับสารภาพ แต่เส้นทางการเงินไปแตะถึงใคร คนนั้นก็จะต้องรับผิดทางอาญาด้วย



