
วัยเด็กสุดลำบาก "ออฟโรด" บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม ไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก
“ออฟโรด” ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้
บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” เปิดใจผ่าน WOODY TALK ชีวิตวัยเด็กสุดลำบาก บ้านล้มละลาย เดินขายแหนม 10 กิโลฯ เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก จนหล่อหลอมเป็นพลังสู้ไม่ถอยใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้ พร้อมเบื้องหลังความผูกพัน 5 ปีกับ “ต้าห์อู๋” ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม
ชีวิตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ?
ออฟโรด: เรียนรู้และเติบโตเยอะมาก คือผมไม่ใช่เป็นคนที่มาสายวงการตั้งแต่แรก ค่อนข้าง Introvert มาก ๆ แล้วก็จบ Finance เรียนแบบวิชาการมาตลอด ไม่เคยรู้เรื่องการร้องและเต้น แต่ตอนนี้ต้องมาอยู่ในเส้นทางการทำงานในวงการ ทั้งการร้อง การเต้น การแสดง เหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ เริ่มเรียนใหม่ เรียนรู้ชีวิตใหม่หมดเลย ก็ค่อนข้างที่ทรหดอดทนเหมือนกันครับ
การเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เล่าให้ฟังหน่อยว่าก้าวแรกที่กล้าท้าทายตัวเอง เริ่มต้นจากตรงไหน ?
ออฟโรด: เชื่อ Mindset ที่ดีจะทำชีวิตให้ดีขึ้น การที่จะ Beyond ขึ้นกว่าตัวเองในอดีต ต้องกล้าที่จะทำ ก้าวผ่านความกลัว ผมกลัวมาก เพราะเป็น Perfectionist มาก ๆ การที่จะไปทำอะไรที่ไม่ได้เก่งต่อหน้าคนเยอะ ๆ ผมไม่อยากทำรู้สึกเขินอาย แต่วันใดที่ต้องสู้ เราไม่มีทางเลือกมากก็จะทำให้กล้าที่จะลองทำ ลองสู้กับมัน พออยู่ได้รางวัลของสิ่งนั้นคุ้มค่ามากจริง ๆ หมายถึงการทำธุรกิจสักอย่างก็เสี่ยงมาก หรือการที่จะทำอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน แต่ทำแล้วสำเร็จ จะรู้สึกดีใจมากและ Fulfill ครับ
จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย ๆ เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้ ?
ออฟโรด: Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้
เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนเราต้องดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ?
ออฟโรด: เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นยังไง ให้ตัวเองยังยืนหยัดและผ่านมันมาได้?
ออฟโรด: อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผม
การต้องยืนร้องเพลงข้างคนที่เสียงเหมือนมาจากสวรรค์อย่าง ต้าห์อู๋ กดดันเหมือนยืนข้าง Mariah Carey ในใจเรารู้สึกยังไง แล้ววันที่ตัดสินใจเปิดใจคุยกันตรง ๆ วันนั้นคุยอะไรกัน?
ออฟโรด: แต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ
มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?
ออฟโรด: เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง ?
ออฟโรด: สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว
แล้วในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง ?
ออฟโรด: ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ
เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?
ออฟโรด: เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป
การต้องเป็นที่พึ่งและส่งต่อรอยยิ้มให้คนเป็นร้อยเป็นพัน จนบางทีกลายเป็นการกดดันตัวเองที่จะต้องดูแลทุกคน ในมุมของคนที่แคร์คนอื่นมาก ๆ แบบเรา มองและรับมือกับความท้าทายนี้ยังไง?
ออฟโรด: ผมแคร์แฟนคลับ แต่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง สมมุติแคร์ทุกคน จริง ๆ Level ของทุกคนกำหนดยากมากว่าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ผมแค่มาโฟกัสที่ตัวเอง วันนี้ตอนที่โชว์ โมเมนต์ตรงนั้น มีความสุขไหม ถ้ามีความสุข Emotional สิ่งนี้ส่งไปถึงคนรอบข้าง สมมุติถ้าคนหนึ่ง ผมเดินมาวันนี้ ผมเหนื่อยมาก ไม่อยากมาคุย ไม่อยากทำอะไร สามารถสื่อกันได้ แต่ถ้าวันนี้ผมมาด้วย Energy อยากคุย มีความสุขจะส่งออกได้เหมือนกัน เวลาผมไปขึ้น Concert จะโฟกัสให้ตัวเอง มีความสุข ตอนผมไปงาน K-2O กลัวและตื่นเต้นมาก เพราะว่าตอนนั้นไปเป็น Guest พี่ต้าห์อู๋เพื่อร้องเพลง เป็นเวทีใหญ่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลัวคนจะร้องเพลงตามเราได้ไหม ต้องมันส์นิดหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นเอาเพลง Closer ไปร้องแล้วคนร้องตามเยอะมาก พอกลับมาดูคลิป Full Fill กับตัวเอง
จากคนที่เคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กรอบความคิดค่อย ๆ เปลี่ยน และคุณผ่าน Step ไหนมาบ้างกว่าจะกล้าได้ขนาดนี้ ?
ออฟโรด: Step คือคนรอบข้าง บางสิ่งบางอย่างกลัวมาก ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ด้วยซ้ำ แต่คนอื่นเชื่อมั่นตัวผมในวันที่ไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเอง สิ่งนี้ Lead ให้คนอื่นยังเชื่อมั่นในตัวเรา ทำไมเราถึงจะไม่เชื่อมั่น เราทำได้ เราทำได้ สิ่งนี้เหมือนหลอมให้ทำแล้วทำได้จริง ๆ คือ Mindset การที่ Manifest ตัวเอง ฉันทำได้ ฉันทำได้ แต่ Manifest ไม่ได้แค่คิด แต่ต้องทำด้วยอาศัยการฝึกฝน เพราะทุกครั้งในอดีตที่ขึ้นเวทีก็ต้องมีความกลัว มีคำถามสิ่งนี้ตลอดการทำงานใน 5 ปีที่ผ่านมา ตัวผมค่อนข้างโดนเปรียบเทียบเยอะ เพราะว่าคู่ Partner ของผมค่อนข้างที่จะเก่งมาก ๆ ในด้านนี้ แล้วผมอยู่กับสิ่งนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น Comment หรือว่าอะไร เราจะรู้ตัวเองอยู่กับความเป็นจริง แต่สิ่งนั้นบางอย่างก็ทำให้รู้สึกแย่ แต่ทำให้เปลี่ยนโฟกัสตัวเองใหม่ ทำไมต้องไปเทียบกับคนอื่น ไปเทียบกับเขาทำไม ทำไมไม่เทียบกับตัวเองในอดีตว่าที่ผ่านมาเก่งขึ้นไหม เราพัฒนาอยู่ ผมเชื่อว่าถ้าทำไปทุกวัน คนเราจะสามารถเก่งขึ้นได้
เสียงเปรียบเทียบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือ Partner อะไรคือคำพูดที่ได้ยินแล้วสะกิดใจที่สุด จนเราต้องดึงสติตัวเองกลับมาอยู่กับความเป็นจริง ?
ออฟโรด: เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ไม่เคยพูดคำนี้ ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง สิ่งที่ยากถามกับตัวเองว่ากลัวไหม ผมกลัว แต่อยากทำให้ได้เหมือนกันครับ
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาคุณมีวิธีจัดการกับปัญหาตรงนั้นยังไง ให้ตัวเองยังยืนหยัดและผ่านมันมาได้?
ออฟโรด: อย่างแรกคุยกับ Partner เยอะมาก ไม่อยากให้มีสิ่งนี้ ซึ่งก็จะคอยเช็คกันตลอดว่าโอเคเรามีสิ่งนี้อยู่ในหัวไหมหรือมีการเปรียบเทียบ เพราะถ้าอยู่กับสิ่งนี้จะไม่มีความสุข พอได้เคลียร์สิ่งนี้ออกไปเท่ากับว่าเข้าใจและเห็นภาพตรงกันว่าโอเคไม่มีสิ่งนี้ ทำให้ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้ แต่สิ่งที่ผมอยู่กับสิ่งนี้ได้มาตลอด รับรู้รับทราบมา 5 ปีในวงการบันเทิงที่ผ่านมา การเปรียบเทียบมีให้เห็นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมไม่ชอบคือการที่ด้อยคุณค่าของอีกคน ในมุมของคนอื่นที่ไม่ใช่แค่ 2 คน รับสิ่งนี้ไม่ได้ ผมก็เลยออกมาแชร์สิ่งนี้ว่าไม่เคยให้คนอื่นด้อยความสามารถตัวเองเพื่อผม
การต้องยืนร้องเพลงข้างคนที่เสียงเหมือนมาจากสวรรค์อย่าง ต้าห์อู๋ กดดันเหมือนยืนข้าง Mariah Carey ในใจเรารู้สึกยังไง แล้ววันที่ตัดสินใจเปิดใจคุยกันตรง ๆ วันนั้นคุยอะไรกัน?
ออฟโรด: แต่ละคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน เขาพูดกับผมว่าในวันนี้สิ่งที่ออฟโรดไม่มี ในขณะเดียวกันออฟโรดก็มีสิ่งที่เขาไม่มีเหมือนกัน เพราะสิ่งตรงนี้ไม่จำเป็นที่ความสามารถอย่างเดียว แต่องค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายแล้วเสน่ห์ของคู่ที่เราอยู่ด้วยกันมาคืออะไร แล้วทำสิ่งนั้นมีความสุขไหม จะไม่ยัดเยียดสิ่งนั้นเข้าไป อย่างเช่นคุณต้องเป็นแบบนี้ ต้องเป็นตัวออฟโรด เป็นตัวต้าห์อู๋ แต่อยู่ตรงกันแล้วคือคู่ที่โอเคมีความสุขในการ Perform แค่นั้นครับ
มองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกอะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดที่สุดที่คุณทั้งคู่เห็นในตัวของกันและกัน?
ออฟโรด: เยอะมากครับ เหมือนตอนแรก ๆ พี่ต้าห์อู๋เขาไม่ลงทุน ผมยัดสิ่งนี้ไปให้พี่ต้าห์อู๋ เรื่องการลงทุน จนทุกวันนี้ที่เขาเริ่มลงทุนผมก็ Happy ลงทุนได้ประสบความสำเร็จ นี่คือการซึมซับ เหมือนตัวเองเมื่อก่อนจะเป็นคนที่ Serious แล้วเครียดมากมองเป้าหมายอนาคตแล้วต้องมุ่งและพุ่งอย่างเดียว แต่เขาจะเป็นคนที่บอกว่า ระหว่างทางแวะมีความสุขได้ สมมุติจะเก็บเงินล้าน ไม่ต้องอดทุกอย่าง แวะซื้อน้ำอร่อยให้รางวัลตัวเองหน่อย รู้สึกว่าค่อนข้างเติมเต็มซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ในวันที่เห็นอีกคนหมดพลังหรือเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ออฟโรดมีวิธีดูแลและเติมพลังใจให้เขายังไงบ้าง ?
ออฟโรด: สิ่งที่พี่ต้าห์อู๋ต้องการคือ กอด เขาเป็นคนที่ติด Skinship มาก วันไหนที่เขารู้สึกว่าเจอเรื่องแย่ ๆ มา แค่ไปกอดก็รู้สึกดีขึ้น รู้สึกว่าเราอยู่ข้าง ๆ เขาในวันที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว
แล้วในทางกลับกันวันที่เราหมดพลังบ้าง ต้าห์อู๋ เข้ามาฮีลเรายังไง ?
ออฟโรด: ในทางกลับกัน การฮีลของเขาคือการปกป้อง การที่รู้สึกว่าโอเคเขาอยู่ข้าง ๆ ในวันที่เรารู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน หรือวันที่รู้สึกโดนคนอื่นมองไม่ดี มีสัมภาษณ์ว่า “ลองมาเต้น ลองมาร้องเพลงกับผมดู ก่อนที่จะไปดูถูกคนอื่น ออฟโรดทำได้นะ” คำที่ออกมาปกป้อง หรือแม้กระทั่งชมเพื่อน ชมความสามารถ แต่เขาจะคอยอยู่ข้าง ๆ รู้สึกว่าโอเค อย่ามาทำร้ายคนนี้ คือวิธี Healing ที่ผมรับรู้ได้แล้วก็รู้สึกขอบคุณเขามาตลอดครับ
เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจหรือความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งสองคนมีวิธีปรับความเข้าใจกันยังไง เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน?
ออฟโรด: เรา 2 คนก็มี Activity ที่ชอบคล้าย ๆ กัน ทำสิ่งที่สนุก ๆ อย่างเช่น ไปดูหนัง ไปออกกำลังกายหรือว่าไปใช้ชีวิตง่าย ๆ ล่าสุดก็เพิ่งไปเชียงใหม่อยาก Social Detox ไปทำบุญ ไปไหว้พระ ผมเป็นคนที่หายไปแล้วแฟนคลับบอกว่าออฟโรดหายไปไหนจากโซเชียล ไม่แตะ ไม่จับโทรศัพท์ คนโทรมาก็รับช้าหน่อยแต่รับนะ แต่เขากลัวว่าจะเป็นอะไรไป
การต้องเป็นที่พึ่งและส่งต่อรอยยิ้มให้คนเป็นร้อยเป็นพัน จนบางทีกลายเป็นการกดดันตัวเองที่จะต้องดูแลทุกคน ในมุมของคนที่แคร์คนอื่นมาก ๆ แบบเรา มองและรับมือกับความท้าทายนี้ยังไง?
ออฟโรด: ผมแคร์แฟนคลับ แต่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง สมมุติแคร์ทุกคน จริง ๆ Level ของทุกคนกำหนดยากมากว่าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ ผมแค่มาโฟกัสที่ตัวเอง วันนี้ตอนที่โชว์ โมเมนต์ตรงนั้น มีความสุขไหม ถ้ามีความสุข Emotional สิ่งนี้ส่งไปถึงคนรอบข้าง สมมุติถ้าคนหนึ่ง ผมเดินมาวันนี้ ผมเหนื่อยมาก ไม่อยากมาคุย ไม่อยากทำอะไร สามารถสื่อกันได้ แต่ถ้าวันนี้ผมมาด้วย Energy อยากคุย มีความสุขจะส่งออกได้เหมือนกัน เวลาผมไปขึ้น Concert จะโฟกัสให้ตัวเอง มีความสุข ตอนผมไปงาน K-2O กลัวและตื่นเต้นมาก เพราะว่าตอนนั้นไปเป็น Guest พี่ต้าห์อู๋เพื่อร้องเพลง เป็นเวทีใหญ่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ กลัวคนจะร้องเพลงตามเราได้ไหม ต้องมันส์นิดหนึ่ง แต่ว่าวันนั้นเอาเพลง Closer ไปร้องแล้วคนร้องตามเยอะมาก พอกลับมาดูคลิป Full Fill กับตัวเอง
Mindset การมองโลกในแง่ที่ดีและพลังบวกที่สะสมมาขนาดนี้ คิดว่าได้ต้นแบบมาจากคุณพ่อคุณแม่เยอะไหม?
ออฟโรด: ผมเจอโลกมาเยอะมากเล่าเป็นละครเรื่องหนึ่งได้เลยคือ เกิดมาบ้านมีฐานะ ทุกคนรัก แฮปปี้ ญาติพี่น้องรักกันกลมเกลียว พอในวันหนึ่งธุรกิจล้มไม่ประสบความสำเร็จ ไปพึ่งพาจนเขารู้สึกรำคาญ ไม่ชอบ แล้วก็ไม่มีเงิน โดนดูถูกจากญาติตัวเองอยู่ในช่วงที่ตกต่ำ ไม่มีเงินจะกินข้าว อยากกินไก่ทอดก็ไม่ได้กินไม่มีเงินจะซื้อ ลำบากตั้งแต่ ป.4 จนขึ้นปี 4 หลายปีมากที่ลำบาก เกือบ 10 ปี
จำได้ไหมว่าวันที่ลำบากที่สุดที่ยังอยู่ในใจเลยคือเหตุการณ์อะไรที่เข้ามาในหัว?
ออฟโรด: การที่ผมขายแหนม ผมทอดแหนมปลากรายใส่กล่องโฟมที่หาดใหญ่ เดินน่าจะ 10 กิโลไปกับแม่ที่อุ้มน้อง เดินไปขายแหนมถือกล่องโฟมนั้น “เอาแหนมไหมครับ” จนเหนื่อย พอไปตั้งก็มีคนมาช่วยซื้อ รู้สึกว่าเหมือนคนที่ขายดอกไม้แล้วข้างทาง แล้วเราสงสารเขา ผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธกลับมา “ไม่เอาครับ” ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อนโดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก เอายายมาปล่อยด้วย ยายผมเป็นอัลไซเมอร์ อยู่ตรงข้ามบ้านกัน คนไม่อยากเลี้ยงอยู่แล้ว รำคาญ ก็เอายายมาให้แม่ผมเลี้ยง แล้วก็บอกว่า “เอาเชื้อโรคมาฝาก” อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า “สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ” ผมอยู่กับความลำบาก ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด
ตอนเด็ก ๆ ที่โดนคนปฏิเสธ เด็กคนนี้คุยกับตัวเองว่ายังไงเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา?
ออฟโรด: ความรู้สึกของผมรู้สึกเสียใจไหมที่ปฏิเสธ ในช่วงแรก ๆ ที่ทำเสียใจ แต่พอไปเรื่อย ๆ โอเค ไม่เป็นไร ก็แค่ทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ต้องมีคนที่ซื้อของเรา เหมือนเรียนรู้ว่า สมมุติเอาไปขายคนที่ไม่ได้หิว เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ไปตรงที่เขาหิวข้าวกัน อย่างเช่น ที่เตะบอล ไปออกกำลังกายที่เหนื่อย ๆ แล้วก็ไปขายตรงนั้นไหม ได้เรียนรู้เหมือนได้ลงสนามอย่างแท้จริง เข้าใจหลักการในชีวิตและในวันนั้นที่ขายแหนมก็นำมาทานด้วย ตอนนั้นบ้านผมไม่ได้จะมีเงินไปซื้อของอย่างอื่นกิน บางทีแหนมเหลือ เราก็ไม่อยากจะขายของซ้ำ ก็กินแหนมปลากรายทอด หรือแหนมตุ้มเอามาผัดไข่ กินสิ่งนี้ประทังชีวิต แล้วรู้สึกเสียดายด้วยไม่อยากทิ้ง
ก้าวออกจากห้วงนั้นของชีวิตยังไงทั้งบ้านเลย ?
ออฟโรด: แม่ผมกับผมค่อนข้างที่จะตีกันเยอะ เพราะค่อนข้างกลัวแล้วก็ Conservative แต่ผมเข้าใจได้ว่าเขาเจออะไรมาก็เป็นคนแบบนี้ แม่ผมมีเท่านี้ก็จะกินเท่านี้ สมมุติมีเงิน 100 บาท ทำยังไงก็ได้ให้ฉันพอ แม้กระทั่งจะหิวก็ตาม แต่ผมรู้สึกว่าไม่พอ ก็ต้องหาเพิ่ม และผมเชื่อว่าโอกาสสำคัญมาก ผมจะไม่หยุดอยู่กับที่ คือแม่ผมอยากให้อยู่ ม.อ. หาดใหญ่ แต่รู้สึกว่าโอกาสของผมก็จะถูกตีกรอบให้เล็กมาก ผมก็ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองมาเรียนกรุงเทพฯ ก็กู้ กยศ เรียน เข้าไฟแนนซ์ เป็นประธานรุ่น มีกิจกรรมทำหมด อาจารย์มีให้ไปแข่งไฟแนนซ์ผมก็ไป ทำทุกอย่างให้ได้เจอคน
คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=FlDJFeydczA



