
‘คัลแลน’ ร่อนจดหมายแจงดราม่า ด้อมใจฟู แฟนคลับล้ำเส้น-สิทธิ VIP
‘คัลแลน’ ร่อนจดหมายเปิดอก แจงดรามาด้อมใจฟู แฟนคลับล้ำเส้น-สิทธิ VIP ยอมรับเจ็บปวด ยัน! เจตนาบริสุทธิ์ทุ่มร้อยเปอร์เซ็นต์
ดรามาเดือดสนั่นด้อมใจฟู! ล่าสุด "คัลแลน Cullen Hateberry" ยูทูบเบอร์หนุ่มสุดฮอตแดนกิมจิ ไม่อยู่เฉย ออกโรงร่อนแถลงการณ์ร่ายยาวเป็นภาษาอังกฤษเปิดใจเคลียร์ปมดรามา "แฟนคลับล้ำเส้น-สิทธิพิเศษ VIP" และประเด็นสิทธิส่วนลดร้าน BEFREEK ของ "พี่จอง" ฟาดนิ่ม ๆ แต่เจ็บลึกในฐานะ CEO และยูทูบเบอร์ ยอมรับผิดส่วนที่พลาด แต่อย่าโยงไปเรื่องธุรกิจสกปรก ลั่นเจ็บปวดหัวใจทีมงานถูกตั้งข้อสงสัยไม่สมเหตุสมผล ย้ำชัดบริษัทนี้สัญชาติไทย 100% ตั้งใจดีไม่ได้หากินกับแฟนคลับ! (7 ก.ค. 2569) สืบเนื่องจากกรณีดรามาร้อนฉ่าในกลุ่มแฟนคลับ "ด้อมใจฟู" เกี่ยวกับประเด็นพฤติกรรมล้ำเส้นของแฟนคลับบางกลุ่ม และการตั้งคำถามถึงสิทธิพิเศษ (VIP) ซึ่งก่อนหน้านี้ "เคอร์บี้" หนึ่งในทีมบริหารได้ออกมาชี้แจงแล้ว ทว่ากระแสวิจารณ์ยังคงลุกลามไม่หยุด
ล่าสุด "คัลแลน" ได้ตัดสินใจโพสต์ข้อความชี้แจงด้วยตัวเอง โดยระบุเป็นภาษาอังกฤษเพื่อป้องกันความผิดพลาดและต้องการแสดงความจริงใจจากมุมมองของตนเอง ซึ่งสามารถถอดเนื้อหาใจความสำคัญได้แบบคำต่อคำ ดังนี้: ยอมรับผิดปมส่วนลด "พี่จอง" เผยทำไปเพราะมองโลกแง่ดีเกินไป คัลแลนเริ่มต้นด้วยการขอโทษอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์ที่ร้าน BEFREEK เกี่ยวกับเรื่องส่วนลดของพี่จอง โดยเจ้าตัวระบุว่าในเวลานั้นตนทำไปด้วยความรู้สึกที่สนุกสนานและอยากสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับคนที่อยู่ที่นั่น แต่พอมาคิดทบทวนภายหลัง จึงเข้าใจว่ามันเป็นการกระทำที่สั้นเกินไป (คิดน้อยไป) และอาจทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดใจหรือตั้งคำถาม ซึ่งตนต้องขอโทษอย่างใจจริง
เปิดมุมมองคนละฝั่ง: "ดารา" หรือ "ยูทูบเบอร์"
คัลแลนยังได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ช่อง Cullen Hateberry อยู่ในจุดที่ค่อนข้างพิเศษ เพราะบางครั้งคนมองพวกเขาเป็น "ศิลปิน/คนสาธารณะ" ที่ต้องมีทีมงานคุม มีตารางงาน และต้องเว้นระยะห่าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาก็คือ "ยูทูบเบอร์" ที่ถือกล้องเดินถ่ายในพื้นที่สาธารณะตามปกติเหมือนวันแรกที่เริ่มทำ "ถ้าใครมองเราเป็นศิลปิน บางโมเมนต์มันอาจจะดูใกล้ชิดเกินไป ดูเปิดเผยเกินไป หรือควบคุมไม่ดีพอ แต่ถ้าใครมองเราผ่านความเป็นยูทูบเบอร์ ความกังวลเหล่านั้นก็อาจจะดูเกินจริงหรือเข้าใจยาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ" คัลแลนกล่าว
พร้อมย้ำว่าพวกตนเป็นฝ่ายที่ถือกล้องเข้าไปในพื้นที่ใช้ชีวิตของคนอื่น คนรอบข้างไม่จำเป็นต้องมาปรับตัวตามพวกตน และการถ่ายทำของช่องก็อาจจะสร้างความรำคาญใจให้คนทั่วไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานต้องตระหนักอยู่เสมอ นอกจากนี้เขายังเข้าใจกลุ่มแฟนเพลงดั้งเดิมที่อาจจะรู้สึกผิดหวังหรือกังวลว่าทิศทางของบริษัทเปลี่ยนไปเน้นทำยูทูบและธุรกิจมากกว่าเรื่องเพลง
ลั่น! ผมคือ CEO อย่าด่าทีมงาน "เราไม่ได้ถูกควบคุม"
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คัลแลนยืนยันหนักแน่นว่า ตัวเขา พี่จอง และแดน ไม่ได้เป็นเพียงแค่อินฟลูเอนเซอร์ แต่พวกเราคือ CEO (ผู้บริหารสูงสุด) ของบริษัท ทีมงานเอ็นเตอร์เทนเมนต์และสตาฟฟ์ทุกคนมีหน้าที่สนับสนุนให้งานราบรื่น ไม่ใช่คนที่มีอำนาจเหนือหรือมาคอยควบคุมพวกตน งานสำคัญทุกอย่างจะไม่ขับเคลื่อนหากไม่ได้รับการอนุมัติและความรับผิดชอบจากตัวพวกตนเอง "ในบริษัท... แทนที่เราจะเป็นคนที่ถูกปกป้องและดูแลอยู่ฝ่ายเดียว ในทางกลับกัน เราต่างหากที่ต้องปกป้อง ดูแล และรับผิดชอบชีวิตของคนที่ทำงานร่วมกับเรา ดังนั้นเราไม่ได้อยู่ตัดขาดจากคำตัดสินใจของบริษัท เราคือส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบนั้น"
ตัดพ้อเจ็บปวด! ถูกตราหน้าหาเงิน-ข้อสงสัยไร้เหตุผล
ในช่วงท้าย คัลแลนระบุถึงความเจ็บปวดส่วนตัวว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ถูกโยงเข้าหาเรื่องธุรกิจ เงินทอง หรือผลประโยชน์ส่วนตน และกลายมาเป็นเหตุผลในการจับผิด-สงสัย มันสร้างความเจ็บปวดให้ทั้งตัวเขา, พี่จอง, เคอร์บี้, จูดี้, แดน, อิง และทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก ตอนแรกแค่อยากนำเงินที่ได้จากยูทูบไปทำสิ่งดีๆ แต่พอช่องโตขึ้น มีสัญญาใหญ่เข้ามา การแค่บริจาคเงินมันไม่สร้างอิมแพคที่ยั่งยืน พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างบริษัทและทำธุรกิจขึ้นมา เพื่อสร้างงาน สร้างโอกาส และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน "มันไม่เคยเป็นเรื่องของการใช้ยูทูบ แฟนคลับ หรือกระแสสังคมมาทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเลย
"มันเจ็บปวดมากที่เห็นความตั้งใจนี้ถูกเข้าใจผิดเพียงเพราะคำพูดคำเดียว โมเมนต์เดียว หรือการเดาไปเอง และมันยากที่จะยอมรับว่าเราถึงขั้นต้องออกมาอธิบายว่า เราไม่ได้ให้สิทธิพิเศษ (VIP) กับใครเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว... บริษัทนี้คือบริษัทไทย 100% เราลงทุนด้วยเงิน เวลา และความรับผิดชอบของตัวเองจำนวนมาก และตอนนี้ธุรกิจมันก็ต้องไปได้ดี เพราะมีพนักงานและครอบครัวอีกหลายชีวิตที่ต้องพึ่งพาบริษัทนี้"
คัลแลนทิ้งท้ายว่า ปกติแล้วพวกตนจะไม่ตอบโต้ในลักษณะนี้ และรู้ว่าการพูดตรง ๆ อาจจะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่อ แต่ในฐานะผู้นำที่ต้องปกป้องเพื่อนร่วมงานและสตาฟฟ์ที่ทำงานอย่างจริงใจ การเงียบต่อไปคงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง "ดังนั้น ผมขอให้การคาดเดาและข้อสงสัยที่ไม่สมเหตุสมผลจบลงตรงนี้ ถ้าเราทำอะไรผิด เราพร้อมรับและแก้ไข แต่ถ้าเป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมหวังว่าทุกคนจะมองภาพกว้างร่วมกัน"



