
คิดสวนทาง - Jeff Beck : Emotion & Commotion
เบื่อครับ...บอกตรงๆ ว่าเบื่อเรื่องการเมืองมาก และผมขอยกมือให้ความไว้วางใจ นายกฯ อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ และบรรดาส.ส.ที่ใช้ปัญญาและการควบคุมอารมณ์ ใช้หลักฐาน เหตุและผล ในการอภิปรายครั้งนี้ ส่วนพวกตกรุ่น (obsolete) ที่ยังนิยมการโอ้อวดยกตนข่มท่าน ตะโกนหนวกหู ใช้
ผมเคยบอกกับลูกศิษย์ว่า "ดนตรี ไม่มีโกหก" ยิ่งทุ่มเทลงไปเท่าไหร่ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมาเสมอ และในทางกลับกัน ถ้าไม่ทุ่มเท สิ่งที่เคยทำได้กลับทำไม่ได้แล้ว การฝึกฝนด้านดนตรี นั้นจะต้องทำสม่ำเสมอและต่อเนื่องไปทั้งชีวิตถ้าคุณอยากจะเป็นนักดนตรีที่ดี เหมือนเดินขึ้นทางลาดชัน ถ้าคุณหยุดเดินใช่ว่าคุณจะอยู่กับที่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันจะค่อยๆ ไหลลงมาตามความลาดชันนั้น เป็นการต่อสู้กับตัวเองและเดิมพันก็คือ ความสำเร็จของตัวคุณเอง
การต่อสู้นี้ถ้าอยู่ในวัยเด็กและในระยะเริ่มต้นก็จะไม่ค่อยยากเย็นเท่าไหร่ เพราะยังมีไฟอยู่ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปๆ จะเห็นว่าผู้ที่ยังมุ่งมั่นนั้นจะเหลือน้อยลงๆ คนที่จะไปถึงดวงดาวได้มีน้อยคน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ก็จะได้รับการยกย่องสรรเสริญให้เป็น "ศิลปิน" เป็นผู้ที่ชนะความยากเย็นสารพัด ในเนื้อหาของดนตรี จนสามารถถ่ายทอดความลึกซึ้งจากเบื้องลึกของจิตใจ ผ่านเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ นำความสุขความปรีดา ความแช่มชื่นไปสู่ผู้ที่มีโอกาสได้ฟัง ทำให้เกิดความสุขขึ้นมาในจิตใจ เป็นการยกระดับจิตใจให้ละเอียดและสูงส่งขึ้นได้
ผมอยากจะนำเสนอวีรบุรุษนักกีตาร์ในดวงใจของผมท่านหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่ใช่ผู้ที่ติดตามวงการ ดนตรีร็อกของอังกฤษมาตั้งแต่ต้น หรือผู้ที่ไม่ใช่เป็นนักกีตาร์อาจจะไม่รู้จักเขาคนนี้ หรือแม้แต่คนอังกฤษเองก็อาจจะไม่รู้จักเขา เพราะเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าเขาเดินไปกับ อีริค แคลปตัน (Eric Clapton) ทุกคนจะรู้จักอีริค แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครเขาชื่อ เจฟ เบ็ค (Jeff Beck)
เจฟ เบ็ค อดีตมือโซโล่วง The Yard Birds ที่โด่งดังในอดีตของอังกฤษที่มีเพลงดังชื่อ “For Your Love” เขาเข้าไปเล่นแทน อีริค แคลปตัน ที่ลาออกไป การเล่นของเขาเต็มไปด้วยสีสันใหม่ๆ ทั้งในรูปของสเกลส์หรือบันไดเสียง สำเนียงการเล่นและที่สำคัญคือการนำเสนอเสียงกีตาร์ที่แปลกใหม่ จนในที่สุดกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาไปในที่สุด การเล่นด้วยนิ้วหัวแม่โป้งและนิ้วชี้ที่มือขวาของเขา ทำให้เสียงกีตาร์ของเขามีสีสันมากขึ้นและสามารถนำเสนอได้ทั้งทางดุและทางหวาน ความแม่นยำในการใช้สไลด์ (slide) ในการโซโล่เรียกได้ว่าไม่มีใครในโลกสามารถทำได้แบบเขา โดยเฉพาะในเพลงที่มีชื่อว่า Angel (Footsteps) และในเพลง Where Were You เขาผสมผสานดนตรีร็อดเข้ากับดนตรีแนวฟิวชั่นแจ๊ส และสามารถนำเพลงบรรเลงให้กลับมาเป็นที่นิยมได้ เขามีชื่อเสียงจากการนำเพลงของ Stevie Wonder ชื่อเพลง Caused We Ended As Lovers มาเรียบเรียงเป็นเพลงบรรเลงที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเวอร์ชั่นที่มีการขับร้องเสียอีก เขาเปิดการแสดงสดที่ร้าน Ronnie Scott’s ผับในประเทศอังกฤษ ที่มักจะมีแต่การแสดง ดนตรีแจ๊ส มีการบันทึกสดเป็น DVD และ CD และได้รับความสำเร็จอย่างสูงทำยอดขายได้มากมาย จนได้รับรางวัล Platinum และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้ชมการเล่นสดของเขา จากที่เป็นแฟนตัวจริงติดตามผลงานของเขามากว่า 40 ปี ขณะที่แสดงเมื่อปี 2008 เขามีอายุ 66 ปี ปัจจุบันมีอายุ 68 ปี อีกสองปีก็จะ 70 แล้ว แต่นำเสียงกีตาร์ พลังในการเล่น ความคล่องแคล่ว ความแม่นยำในการเล่น ดูเหมือนว่าจะพัฒนามากขึ้นกว่าตอนที่อายุยังน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาเป็นผู้หนึ่งที่มีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงดวงดาวที่เขาฝันใฝ่ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีใครรู้ว่ามันอยู่ไกลแค่ไหน แต่เท่าที่เขาเป็นอยู่ในขณะนี้นั้น ก็ไกลเกินเอื้อมสำหรับนักกีตาร์อีกนับล้านๆ คนทั่วโลกแล้ว
อัลบั้ม “Jeff Beck : Emotion And Commotion” เป็นอัลบั้มใหม่ล่าสุด ในรอบ 7 ปีที่ไม่มี ผลงานของเขาออกมาเลย นับว่าคุ้มกับการรอคอย ในอัลบั้มนี้เขาได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ฝีมือดี สองท่านได้แก่ Steve Lipson ผู้เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ เป็นเอ็นจิเนียร์ในการบันทึกเสียง เป็นคนมิกซ์ เป็นผู้เรียบเรียงวงออเคสตราและอำนวยเพลงอีกด้วย ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่หลายคนคงรู้จักดีคือ Trevor Horn โปรดิวเซอร์มือทองที่ทำให้วง Yes กลับมาดังใหม่ด้วยเพลง Owner of The Lonely Heart ทำหน้าที่เอ็กเซ็กคูทีฟโปรดิวเซอร์
การนำเสียงกีตาร์ที่มีลักษณะที่เป็นเสียงแตก (Distortion) หรือเสียงที่ต้องเปิดให้ดังๆ (Over drive) มาบรรเลงร่วมกับวงออเคสตรานั้นไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ การจัดความพอดี (Balance) ระหว่างวงกับกีตาร์นั้น ต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดเป็นอย่างดี ถึงจะนำมาร่วมแสดงกันได้ มีหลายวงที่ได้นำเสนอผลงานในรูปแบบที่ว่านี้ออกมาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น Scorpians, Metallicas
เจฟ เบ็ค นำเสนอเสียงกีตาร์ที่หวานไพเราะ แต่ยังมีความหนักแน่นและผสมผสานเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับวงออเคสตรา เช่นในเพลง Corpus Christi Carol ของ Benjamin Britten อันเป็นบทเพลงที่ใช้ในพิธีทางศาสนาในการทำมิซซา (Mass) ของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก เพลงเอกน่าจะเป็นเพลง Over The Rainbow ที่เขาพยายามที่จะถ่ายทอดอารมณ์การเล่นกีตาร์ของเขา ให้กลายเป็นเสียงร้องของ Judy Garland
สรุปแล้วกันว่า สำหรับผู้ที่อยากจะสัมผัสกับผลงานดีๆ หลีกหนีจากน้ำเน่าในชีวิต เพื่อให้จิตใจได้ผ่อนคลายสูงส่งขึ้น ควรหาเอามาฟัง แต่ก็มีเพลงแรงๆ อยู่ด้วยถ้าไม่ชอบก็สกิ๊ปไป แต่ถ้าอยากจะลองฟัง ผมก็ว่ายังมีพิษน้อยกว่าการฟังอภิปรายในสภาจากบรรดา ส.ส.คุณภาพต่ำเหล่านั้น
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



