
เป็นวิบากกรรม "ป๋าต๊อบ" ส่งกำลังใจ ไม่ขอแสดงความเห็นข่าว "ทราย สก๊อต"
"ป๋าต๊อบ" ส่งกำลังใจให้ "ทราย สก๊อต" ไม่ขอแสดงความเห็น พูดไปก็เหมือนเติมเชื้อไฟให้กับทั้ง 2 ฝั่ง โลกีเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องเห็นธรรมะในนั้นให้ได้
ส่งกำลังใจให้กับ "ทราย สก๊อต" ในฐานะที่ตัวเองเคยตกเป็นเหยื่อ และก้าวผ่านมาได้ สำหรับ "ป๋าต๊อบ ปฏิญญา" โดยเจ้าตัวได้ให้ข้อคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า "เป็นไปตามวิบากกรรม เราไม่มีคอมเมนต์เกี่ยวกับเรื่องของน้อง เราไม่ได้เอาตัวเราเป็นน้อง 100 เปอร์เซ็นต์ การที่ไปคอมเมนต์เรื่องของเขามันไม่ถูก ใครถามเรื่องนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจ หวังว่าน้องจะรู้ว่าความรักมันอยู่ตรงไหน กลับมาดูที่ใจเราบ่อยๆ การพูดเรื่องนี้มันเป็นอันตรายเพราะว่าพูดไปฝั่งไหน มันก็จะฟีดไปที่อีกฝั่งนึง เราถึงไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ แต่จะพูดประโยคเดียวว่าเป็นกำลังใจให้นะครับ ความเข้าใจกันคือดีที่สุด
ผ่านเรื่องนี้คือพยายามเข้าใจกับเรื่องที่เกิด ในโมเมนต์หนึ่งเราตกเป็นเหยื่อ ในโมเมนต์นั้นที่เรื่องเกิดเราตกเป็นเหยื่อ แต่หลังจากโมเมนต์นั้นที่เรื่องนี้จบการตกเป็นเหยื่อจบแล้วนะ แต่เรายังเอาเหยื่อมาเป็นอยู่ในใจจนไปอีก 40 ปี ดูว่าชีวิตเราไปทางไหนบ้าง เพราะเราไม่เห็นในบทเรียนหรือไม่เห็นในหลักความจริง ซึ่งมันเป็นไปได้ไหมว่าเราเคยทำอย่างนี้กับเขา นี่พูดถึงเรื่องของเรานะไม่ได้พูดถึงเรื่องใคร
เราเคยอาจจะทำกับคนขับรถคนนั้น อีกชาตินึงเคยทำร้ายเขา เราเชื่อเรื่องนั้นอย่างเดียว เราใช้ชีวิตอยู่กับเหตุและผล ตอนนี้เราใช้อยู่กับผลในสิ่งที่เราทำดี ในบางช่วงที่อาจจะความลุ่มๆดอนๆนั่นก็คือผลของการที่เราทำกรรมดีทำชั่ว มีแค่ 2 อย่าง อันนี้คือผลของกรรมดีที่ทำส่วนหนึ่งก็คือผลของกรรมชั่วที่ทำทุกอย่าง ก็อยู่ที่เหตุและปัจจัยที่ทำกว่าจะถึงจุดที่เข้าใจตรงนี้ได้
วันนั้นคือวันนั้นวันนี้คือวันนี้ เรามีธรรมะในใจมาตั้งนานแล้ว หยุดความโกรธ มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความบ้าคลั่งในใจ เพราะระหว่างที่บ้าคลั่งอยู่ เราก็คิดว่ามันไม่ปกติ มันคืออะไรทำไมฉันเกิดมาแล้วต้องทุกข์อย่างนี้ มันไม่น่าจะใช่ พอรู้คำตอบก็จะรู้ว่าทุกข์เพราะอะไร เพราะเรายึดเอาไว้ จากนั้นเราก็หาทางปล่อยวาง วางอะไร เราตกเป็นเหยื่อ ให้อภัยคนนั้น ให้อภัยคนนี้ ให้อภัยเหตุการณ์นั้น ให้อภัยเหตุการณ์นี้ เพื่อให้เรารักและให้อภัยตัวเอง เพื่อให้เรารักและให้อภัยคนอื่น จนถึงแกนกลางก็จะรู้ว่ามันไม่มีอะไรเลย พอเข้าใจเรื่องนี้แล้วเราก็ไม่ไปสร้างเหตุที่เป็นกรรม เราต้องกลับมาชดใช้เขาอีก มันไม่จบไม่สิ้น
ถามว่าใช้เวลานานไหมกว่าจะปล่อยวางได้ มันวางได้เดี๋ยวนี้ มันไม่ได้ทำได้ด้วยกาลเวลา อย่าเข้าใจผิด ใช้เวลา 10 ปีถึงวางถ้าตัดสินใจวางก็วางได้ เดี๋ยวนี้มันผุดขึ้นมาอีกก็วางสิ เรามีแค่ปัจจุบันเราไม่ได้มีแค่อนาคต มันคือเรื่องปรุงแต่ง ถ้าเรามองว่าให้อภัยใช้เวลานานไหม ถ้าเราตัดสินใจว่าจะให้อภัย เราสามารถให้ได้เดี๋ยวนี้เลย
ถามว่าเห็นใจไหม เห็นใจคนที่ถูกกระทำ เห็นใจคนที่อยู่ในเรื่องทั้งหมด ทั้งคนที่เป็นคนกระทำ ซึ่งเขาน่าจะถูกพอๆกับคนที่ถูกกระทำ เพราะว่าถ้าคนนั้นไม่ทุกข์เขาคงไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก เราเป็นคนดีๆอยู่ปัจจุบัน เราอยากจะเดินไปทำร้ายคนไหม เขาจะต้องทำเพราะอะไร เพราะใจเขาทุกข์ใช่ไหม กว่าถึงจุดที่เราเข้าใจตรงนี้ มันต้องใช้การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเข้าถึงธรรมะทุกวิถีทาง
ส่วนเรื่องของเราทางกฎหมายสิ้นสุดไปแล้ว ทุกอย่างสิ้นสุดไปเมื่อเราวาง เราไม่อยากพูดเพราะเหมือนไปเติมเชื้อไฟให้กับทั้ง 2 ฝั่ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่อยากออกความคิดเห็นในเรื่องที่เราไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมด เราเห็นใจคนที่เจ็บปวดทุกคน โลกีเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่มนุษย์ต้องเห็นธรรมะในนั้นให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ไปตกเป็นทาสของมัน"



