บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - มงคลชีวิต ฉบับชาวบ้าน

คมเคียวคมปากกา - มงคลชีวิต ฉบับชาวบ้าน

04 มิ.ย. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 1 มิถุนายน 2553 แรม 4 ค่ำ เดือน 7

 ไหนๆ ก็แจ้งข่าวและแจ้งเลื่อนมาแล้ว  เรื่อง “ท่องทางวัฒนธรรม  อีสานตอนกลาง  ขอนแก่น  มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด  กาฬสินธุ์”  พอมีข่าวคืบหน้าจึงต้องแจ้งข่าวกันอีกครั้ง  คือหลังไฟไหม้ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น (มันคงไม่ได้ไหม้เองดอก)  งานที่เตรียมไว้ต้นเดือนนี้ก็ต้องเลื่อนออกไป  ตอนนี้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น  ได้กำหนดวันใหม่แล้วเป็น 18-21 มิถุนายน ศกนี้  ผู้สนใจศิลปวัฒนธรรม  อยากเที่ยว “ร้อย  แก่น  สาร  สินธุ์”  เพื่อดับร้อนผ่อนคลายอารมณ์ทางการเมืองทั้งนอกและในสภา  ลองกดหมายเลข 089-669-3921  สอบถาม คุณสุมาลี  สุวรรณกร  ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน

 คุณหน่อย  สุมาลี  เธอช่างขยันหากิจกรรมเสียจริง  งานเข้าตลอดปี  งานเฉพาะหน้ายังไม่ทันแล้ว  เธอก็วางแผนนำเที่ยวหลวงพระบางอีก  งานหลังนี้เป็นการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเหมือนกัน  แต่จัดกันเองในแบบนักเขียนนักอ่าน  หรือผู้สนใจศิลปวัฒนธรรม  งานแรกไม่เสียค่าใช้จ่าย  เพราะกระทรวงวัฒนธรรมดูแล  แต่งานหลังจ่ายคนละ 6,500 บาท  จัดระหว่างวันที่ 3-6ธันวาคม ศกนี้  รับจำนวนจำกัด  บอกกันไว้แต่เนิ่นๆ  ใครสนใจก็กดหมายเลขข้างต้นได้  เรียกว่ากดหมายเลขเดียวได้นกสองตัว...     

 ครับ  งานแรกผมอาจไม่ได้ไป  แต่งานหลังผมตื่นตัวที่จะไป  ฝันถึงหลวงพระบางมานานแล้ว...
 ระหว่างนี้  ยอมรับไม่ค่อยได้กดหมายเลขถึงใคร  แม้แต่เพื่อนสนิท  เพราะเมื่อต่อสาย  เรื่องที่จะพูดคุยย่อมไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองในอุ้งมือของนักเล่นการเมือง  ไม่พ้นต้องแสดงความคิดเห็นมากมายใส่กัน  จนกระทั่งอาจเบียดเบียนพื้นที่ความรู้สึกกันละกัน  ทางออกหนึ่งคือปล่อยให้พื้นที่ในใจแต่ละคนปรับตัวไปตามอุณหภูมิ  หากมีโอกาสได้พบเจอกันย่อมได้พูดคุยกันบ้าง  แม้บางครั้งจะหมิ่นเหม่ต่อความเครียดและบาดหมาง  เพราะขนาดคนยืนอยู่ฟากฝั่งเดียวกันแท้ๆ  ยังออกอารมณ์ต่างกัน  บางคนอยากให้หาทางสงบ  บางคนอยากให้รบจนรู้ดีรู้ชั่ว  เรียกว่าไม่ง่าย...กลศึกนี้ยากและใหญ่หลวงทีเดียว...เราจะฝ่าข้ามได้ไหมเล่า?

 บางวันที่ไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยแบบไม่เร่งร้อน  หรือบางวันที่ไปนอนให้ช่างตัดผมใช้คมมีดโกนถากหนวดเคราแบบไว้วางใจ  ให้รู้สึกคุ้นกับกลอนหรือคำคล้องจองที่เขาติดไว้  อาจเพื่อเตือนตัวเอง  เตือนลูกหลาน  เตือนลูกจ้าง  กระทั่งเตือนลูกค้าทั่วไป  ลองอ่านดูนะครับ

 “อย่านอนตื่นสาย  อย่าอายทำกิน  อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา  อย่าเสวนาคนชั่ว  อย่ามั่วอบายมุข  อย่าสนุกก่อนห่าม  อย่าพล่ามก่อนทำ  อย่ารำก่อนเพลง  อย่าข่มเหงผู้น้อย  อย่าคอยแต่ประจบ
 
 อย่าคบแต่เศรษฐี  อย่าดีแต่ตัว  อย่าชั่วแต่คนอื่น  อย่าฝ่าฝืนกฎระเบียบ  อย่าเอาเปรียบสังคม  อย่าชมคนผิด  อย่าคิดเอาแต่ได้  อย่าใส่ร้ายคนดี  อย่ากล่าววจีมุสา  อย่านินทาพระเจ้า  อย่าขลาดเขลาเมื่อมีทุกข์  อย่าสุขจนลืมตัว  อย่าเกรงกลัวงานหนัก  อย่าพิทักษ์พาลชน  อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี”

 เข้าใจว่าจะคุ้นกันดี  สี่วรรคแรกผมท่องได้ตั้งแต่เด็ก  เรียกว่าเป็นของเก่าของสังคมไทย  แต่วรรคต่อๆ มานั้น  อาจเป็นพระสงฆ์องคเจ้า  หรือคนเฒ่าคนแก่ร่ายให้ได้ความมากขึ้น  พอมีคนเขาเห็นผมไปนั่งจดยิกๆ จากข้างฝา  เขาก็บอกจดทำไม  ไปเปิดดูในกูเกิ้ลสิ  เยอะแยะเลย  พิมพ์แค่ “มงคลชีวิต” เท่านั้น  แล้วก็เป็นดังนั้นจริง  กลอนหรือคำคล้องจองนี้มีอยู่ในนั้นด้วย 

 “มงคลชีวิต” แบบ “อย่านอนตื่นสาย” นี้  ไม่ใช่แบบ “มงคลชีวิต 38” ในทางพุทธศาสนา  แต่กลอนหรือคำคล้องจองนี้  น่าจะอ่านง่ายเข้าใจคล่องในหมู่ชาวบ้านทั่วไป  ไม่ต้องแปลภาษากวีเป็นภาษาไทย (555  แซวตัวเองตั๊วนี่)  มันจึงมักปรากฏอยู่ตามร้านก๋วยเตี๋ยว  หรือร้านตัดผม

 “พิมพ์ไปให้พวกไอ้ตู่อ่านดีไหม?”  เพื่อนถาม
 “ไอ้ตู่ไหนอีก  ไม่เคยมีเพื่อนชื่อตู่สักคน”  ผมงง 
 “โธ่...เชยจังเลย  ยุคนี้ใครๆ ก็รู้จัก ตู่  จตุพร กันทั้งนั้น”  เพื่อนยืนยัน 

 “อ่อ...อ้อ...อ๋อ...แล้วเขาจะอ่านรู้เรื่องไหมล่ะ?   หรือถึงอ่านรู้เรื่อง  เขาจะยอมรับหรือเชื่อในคำสอนเหล่านี้ไหม?”  ผมยังคงงงอยู่นั่นแหละ

 นั่นนะสิ  หลายวรรคแม้จะจี้เข้าใจดำใครหลายคน  แต่สำหรับพวกเป็นโรคใจดำอำมหิตระยะสุดท้ายแล้ว  คุณธรรมแบบ “อย่าดีแต่ตัว  อย่าชั่วแต่คนอื่น...”  หรือ “อย่ากล่าววจีมุสา...”  หรือ “อย่าพิทักษ์พาลชน...”  จะอาจเข้าถึงหัวใจพวกเขาได้สักแค่ไหน?  สาธุชนพึงสดับ...ฝากพิจารณา “มงคลชีวิต” ฉบับชาวบ้านนี้แทนนักการเมืองผู้มีเอกสิทธิ์ด้วยเถิด!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"