บันเทิง

คนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่

คนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่

03 มิ.ย. 2553

การได้มาซึ่ง รางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ของหนังไทยเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ผลงานผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ถือเป็นการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ครั้งสำคัญสำหรับคนทำหนังไทย และจะว่าไปแล้ว ‘เจ้ย’ อภิชาติพงศ์ ก

 อภิชาติพงศ์ เป็นคนทำหนังคนแรกของไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ เป็นคนเอเชียคนที่ 5 ที่คว้ารางวัลจากเทศกาลหนังอันทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมาได้

 อภิชาติพงศ์ ดำรงตนในฐานะคนทำหนังอิสระมาต่อเนื่องยาวนาน มีผลงานหนังขนาดยาวทั้งหมด 6 เรื่อง เกือบทุกเรื่อง ไปคว้ารางวัลในระดับนานาชาติทั้งสิ้น (ว่ากันว่า ถ้าหนัง “แสงศตวรรษ” ของเขา เข้าประกวดที่คานส์ ก็คงจะได้รางวัลด้วย) ไม่เพียงสร้างชื่อให้คนไทยเป็นที่รู้จักระดับสากล... กระพือโหมหนังไทยให้ปรากฏในสากลโลก ยกระดับคำว่า ‘ศิลปะ’ มาสู่วงการหนังไทยให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้ออกเดินตาม เป็นเจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ ในฐานะศิลปินร่วมสมัยเป็นคนทำหนังรุ่นใหม่ที่โลกกำลังจับตามอง

 แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน แต่ทุกวันนี้ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ยังคงตระเวนหาทุนทำหนังด้วยตัวเองต่อไป หนังแทบทุกเรื่องของเขา ทุนสร้างส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ (แน่นอนว่า นายทุนในเมืองไทย แทบไม่มีใครกล้าลงทุนให้)

 บทบาทคนทำหนังของอภิชาติพงศ์ ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง มีหนังยาวออกมาให้ดูเฉลี่ย 2 ปีต่อเรื่อง ทำหนังสั้นบ้างประปรายและออกฉายตามเทศกาลหนังต่างๆ นอกจากนี้ยังข้ามไปทำงานศิลปะแขนงอื่นบ้างเป็นครั้งคราว

 อภิชาติพงศ์ ถือเป็นคนทำหนังที่ซื่อสัตย์ต่องานของตนเองอย่างยิ่ง ถ้าจำกันได้ ปรากฏการณ์ “แสงศตวรรษ” เมื่อหลายปีก่อน เขาไม่ยินยอมให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ หรือกองเซ็นเซอร์ (ก่อนจะมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พุทธศักราช 2551) ตัดหนังออกไปแม้แต่ฉากหรือเฟรมเดียว จากเหตุผลการนำเสนอภาพไม่เหมาะสมของหมอและพระสงฆ์ อภิชาตพงศ์ ไม่ขอนำหนังออกฉายหากต้องตัดฉากใดฉากหนึ่งในหนังออกไป จนมีการออกมาเรียกร้องให้รัฐ มีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์เสียใหม่ มีการก่อตั้งเครือข่ายคนดูหนังแห่งประเทศไทย และมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของคนทำหนังและคนดูหนังตามมามากมาย จนกระทั่งมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่ในรอบกว่า 70 ปี มีปรับปรุงข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เท่าทันกับยุคสมัย รวมทั้งนำมาซึ่งการกำหนดกลุ่มอายุผู้ชมให้เหมาะสมกับหนังแต่ละประเภท หรือการจัด ‘เรตติ้ง’ ครั้งแรกในประเทศไทย

 การออกมาแสดงจุดยืนทางความคิดของอภิชาติพงศ์อย่างแน่วแน่ในแต่ละครั้ง ส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างไปยังวงการหนังไทยเสมอ ในช่วยปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการประกาศรายชื่อหนังที่ได้รับการสนับสนุนทุนสร้างจากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม มีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น เมื่อหนังบางเรื่องได้รับทุนสร้างสูงกว่าปกติ เป็นจำนวนเงินกว่าครึ่งของงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้

 อภิชาติพงศ์ เป็นคนแรกที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐฯ ตรวจสอบการพิจารณาให้ทุนครั้งนี้ มีการเรียกร้องให้ทบทวนการจัดสรรทุนใหม่เพื่อให้เป็นธรรมและโปร่งใส  ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ได้รับทุนครั้งนี้ด้วยเป็นจำนวนเงินกว่าสามล้านห้าแสนบาท

 อภิชาติพงศ์ ร่วมกับผู้กำกับหนังอิสระท่านอื่นๆ ยื่นหนังสือประท้วงไปยังสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย มีการรวมตัวประท้วงในโลกออนไลน์ของคนทำหนังครั้งใหญ่ จนหน่วยงานภาครัฐตัดสินใจทบทวนการจัดสรรงบประมาณให้ทุนหนังเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง และสุดท้ายก็ยอมตัดงบประมาณของหนัง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4” ลงมากกว่าครึ่ง โดยนำไปจัดสรรให้แก่โครงการหนังเรื่องอื่นๆ ที่เสนอขอทุนมาในท้ายที่สุด

 การไปคว้ารางวัลในระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และถึงแม้จะไม่ค่อยมีบทบาทในแวดวงอุตสาหกรรมหนังไทยในกระแสหลัก หรือข้องเกี่ยวกับการทำงานในระบบสตูดิโอสักเท่าไหร่ แต่อภิชาติพงศ์ไม่เคยลืมคนทำหนังไทยคนอื่นๆ ไม่เคยหมางเมินหนังไทย แม้ที่ผ่านมาวงการหนังไทยแทบไม่เคยเหลียวแลเขาอย่างจริงๆ จังๆสักครั้ง แต่สิ่งที่อภิชาตพงศ์ทำ กลับสร้างคุณูปการให้แก่วงการหนังไทยและคนทำหนังไทยด้วยกันเสมอ...

 นี่คือ ‘คนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่’ คนหนึ่งเท่าที่วงการหนังไทยเคยมี

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"