
รวยแล้วทำไมต้องมาไลฟ์? “หมอสุนิล-เคธี่” เปิดเบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้
รวยแล้วทำไมต้องมาไลฟ์? “หมอสุนิล-เคธี่” เปิดเบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้ บทเรียน 10 ล้านวิว! สู่ Family Show เปลี่ยนชีวิตทั้งบ้าน
ความสัมพันธ์พ่อลูกของ “หมอสุนิล” และ “เคธี่” จากวันที่คลินิกแทบไม่มีคนไข้ช่วงโควิด สู่วันที่ TikTok เปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัว เป็นไวรัล 10 ล้านวิวแบบไม่ได้ตั้งใจ สู่ไลฟ์ที่สร้างรายได้มหาศาล เล่าเบื้องหลังการทำไลฟ์แบบ Family Show การแบ่งเปอร์เซ็นต์แบบไม่เคยถามรายได้ และบทเรียนสำคัญของคำว่า “ทำให้สุด ถ้าจะทำ” สูตรทำงานแบบครอบครัวที่ทะเลาะได้ เว้นระยะได้ แต่สุดท้ายต้องกลับมาคุยและเดินไปด้วยกัน
วันเนี้เราจะได้แรงบันดาลใจเยอะมากจาก EP นี้ไม่ใช่แค่เรื่องการทำไลฟ์แต่การทำอะไรก็ตาม ทำให้มันสุด
หมอสุนิล : การที่ใครจะมาไลฟ์กับช่องเคธี่ ปกติเวลาไปไลฟ์คนอื่นเราได้แค่อินฟลูฯคนเดียว แต่ช่องผมได้ 4 คน เพราะฉะนั้นเรามี 4 คนช่วยขาย มุมนี้คนนี้ตอนนี้ยอดกำลังตกปรับให้ยอดมันขึ้น คือทุกอย่างเราช่วยผู้บริโภคเต็มที่
เคธี่ : ปะป๊าบอกเคธี่ตลอดเลยว่า ถ้าเราจะทำอะไร จะเป็นเรื่องไลฟ์หรือว่าเรื่องงานก็คือทำให้มันเต็มที่ถ้าจะทำทั้งที แต่ถ้าเราไม่ตั้งใจทำมันก็จะไม่ออกมาอย่างที่เราอยากจะให้มันเป็น ซึ่งปะป๊าคอยพูดตลอดว่าแบบถ้าเราจะทำสิ่ง ๆ หนึ่งต้องวาง map ก่อนว่าอันนี้คือสิ่งที่เห็นภาพในหัวเรา เสร็จปุ๊บค่อยส่งมันออกมา ซึ่งถ้าเราจะทำต้องใส่พลังให้แบบร้อยเต็มร้อยให้มันสุด ถ้าเราไม่มีเอนเนอร์จี้ ไม่ทำให้มันเต็มที่เราจะทำไปทำไม อันนี้คือสิ่งที่แบบปะป๊าสอนแล้วก็บอกตั้งแต่แบบเด็กๆ เลย
มีเงินอยู่แล้วทำไมยังต้องลงมาไลฟ์คนรู้สึกว่าการลงมาไลฟ์ต้องเป็นคนที่ไม่มีเงินวันนี้หมออยากจะบอกว่า ?
หมอสุนิล : ลูก ๆ 2 คน เควินกับแคธี่ จบจาก Switzerland hospitality คราวนี้ผมก็มีตัวเลือกว่าเปิดโรงแรมให้ลูกการลงทุนโรงแรมต้องมี 1,000-3,000 ล้าน ณ ปัจจุบัน คราวนี้ผมบอกว่าเสร็จแล้วมาขายห้องคืนละเท่าไหร่ในประเทศไทย 3,000-4,000 ผมบอกลูกว่าถ้าเราลองไลฟ์สิ่งนี้แล้วเราได้รายได้วันนี้เราโรงแรม 5 ดาวยังทำรายได้สู้ไลฟแคธี่ 1 ไลฟ์ต่อเดือนไม่ได้ แล้วผมจะไปสร้างตึกทำไม คือความคิดของผมในการทำไลฟ์ตอนนั้น
ถ้าเกิดว่าเราทำโรงแรม 1 เดือนน่าจะเท่าไหร่ ?
หมอสุนิล : ผมว่า 30 ล้านก็แค่นั้นเอง
ไลฟ์มีโอกาสได้มากกว่า ?
หมอสุนิล : ถ้าคิดเป็นตัวกำไรแล้วมากกว่าเยอะเลย มันไม่ใช่แค่ไลฟ์จบตรงนั้น มันจบที่เคธี่ได้ announcement ผมได้ announcement เราได้ไปทำคลิปให้ชาวบ้าน มันก็มีรายได้ตัวนั้นเข้ามาเสริมอีกในวันที่เราไม่อยากไลฟ์
เคธี่ : รู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เกี่ยวกับเงิน มันเป็นความสนุก เพราะว่าเคธี่เป็นหนึ่งคนที่ชอบกล้องมาก แล้วก็รู้สึกว่าการไลฟ์สนุก คือเป็นคนที่ไม่ได้มองว่าการที่เราจะทำอะไรเราต้องทำเพราะเรื่องเงินอย่างเดียว สำหรับเคธี่คือถ้าเราสนุกกับสิ่ง ๆ นั้นแล้ว อาจจะได้เยอะหรือว่าได้น้อย สำหรับเคธี่มองว่ามันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญมาก คือถ้าเราสนุกกับมันแล้วเต็มที่กับสิ่ง ๆ นั้น That's all that matters ในมุมมองเคธี่นะ
การไลฟ์ขายของมันคือทางออก ?
หมอสุนิล : ผมมองว่า 1 การที่จะไลฟ์เราเริ่มง่าย ๆ จากโทรศัพท์เครื่องเดียวก่อนก็ได้ อาจจะเป็นการไลฟ์พูดคุยแต่ไม่ใช่ไลฟ์เต้นรำ ไม่ใช่ไลฟ์แบบนั้น
เคธี่ : เคธี่รู้สึกว่าการที่ใครจะเริ่มไลฟ์ ถ้าเป็นแคธี่หลัก ๆ เลยคือเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนอื่น หรือว่าพยายามที่จะยูนีคแต่ว่าอันนั้นไม่ใช่ตัวเรา เคธี่รู้สึกว่าแค่เราอาจจะไม่ต้องมี set up ใหญ่โตมโหฬารก็ได้อย่างที่ปะป๊าบอก มีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวแต่ถ้าเราทำอะไรที่มันเป็นตัวของเราแล้วแฮปปี้กับสิ่งนั้น แล้วโชว์ว่าเราเป็นตัวของตัวเอง That's it รู้สึกว่าแค่นั้นเลย ไม่ต้องมีกลยุทธ์ในการขายไม่ใช่ว่าเราไปเรียนมาหรืออะไรทั้งนั้น คือเราเป็นคนเรียล ถ้าอร่อยไม่อร่อยทุกคนก็จะเห็นจากสีหน้าเคธี่เลย อันนั้นคือวิธีของเคธี่คือขายความเรียลไม่ต้องปลอมว่าเป็นคนอื่นหรือว่าแสดงมากเกินไป ถ้าเราเรียลกับตัวเรา แล้วเรียลกับคนดู แบบนั้นมันจะ engage กับคนดู แล้วคนซื้อมากกว่า
ที่มาWoody Talk



