บันเทิง

เปิดชีวิต "ดัง พันกร" ลูกอธิบดีกรมตำรวจ ตอน 10 ขวบ ขอที่บ้านไปเรียนเมืองนอก

เปิดชีวิต "ดัง พันกร" ลูกอธิบดีกรมตำรวจ ตอน 10 ขวบ ขอที่บ้านไปเรียนเมืองนอก

29 ม.ค. 2569

จากอดีตสามีแห่งชาติ สู่แม่นาย "ดัง พันกร" โสดมา 46 ปี เปิดชีวิตนักร้อง ลูกอธิบดีกรมตำรวจชื่อดัง ตอนอายุ 10 ขวบ ขอที่บ้านไปเรียนต่อเมืองนอก

 

จากอดีตสามีแห่งชาติ สู่แม่นาย ดัง พันกร โสดมา 46 ปี ชีวิตนี้ไม่เหมาะจะมีแฟนจริงไหม ? เปิดใจถึงเส้นทางชีวิต การเปลี่ยนผ่านตัวตน ความสัมพันธ์กับครอบครัว การมองความรักในมุมที่ไม่เหมือนเดิม และการเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ยึดติดกรอบ สันโดษแต่ชอบสังคม ในรายการ How Are You Feeling? บทสนทนาที่ชวนให้กลับมาถามใจตัวเองว่าวันนี้เราอยู่กับตัวเองอย่างเข้าใจแล้วหรือยัง

 

เป็นนักร้องที่เป็นลูกอธิบดีกรมตำรวจชื่อดังใคร ๆ ก็รู้จัก ในวันนั้นอึดอัดไหม ?
ดัง พันกร :
ก็จริง ๆ แล้วเราไม่มีช้อยส์อื่นที่จะเลือก คือเหมือนกับว่าเราเกิดมาแบบนั้นอยู่แล้ว ใช้ชีวิตแต่การดำเนินชีวิตทุกอย่างมันก็เป็นในสิ่งที่คุณพ่อเราก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว คือเราก็ไม่ได้รู้ว่ามันทางอื่นมันเป็นทางไหนบ้าง ถามว่าอึดอัดไหม ก็ไม่ได้อึดอัดเพราะเราเติบโตมาแบบนั้น ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เหมือนกับคุณพ่อเป็นตำรวจเป็นหรือว่าจะเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เราต้องรู้สึกยังไงไหม ก็รู้สึกว่าเราก็ยังเป็นลูกคุณพ่อเหมือนเดิม

คุณพ่อดุไหม ?
ดัง พันกร :
คุณพ่อใจดีมากครับ คนอื่นจะกลัวหมด ถ้าเป็นคนนอกหรือเพื่อนเองก็จะกลัว แต่ว่าพอได้มาสัมผัสแล้วคุณพ่อก็จะเป็นคนที่ตรงกันข้าม ซึ่งเราไม่เคยมองมุมพ่อดุอยู่แล้ว คุณพ่อจะเป็นคนที่ใจดี นุ่มนวล สุภาพ จะไม่ค่อยดุ แล้วก็เวลาอยากจะได้อะไร พี่ ๆ น้อง ๆ พี่เอพี่ดาวก็จะไปขอคุณพ่อ คุณพ่อจะเป็นคนใจดี ส่วนคุณแม่จะเป็นคนเข้มงวด คุณแม่ก็จะเป็นคนที่ดุหน่อย จะดุแบบจนลูก ๆ กลัว อย่างนี้ดีกว่า

 

เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นลูกชายคนเล็ก ?
ดัง พันกร :
เป็นลูกหลงด้วย เพราะว่าจะห่างจากพี่ ๆ เขา ห่างจากพี่ดาว 6 ปี

 

ครอบครัวมีความคาดหวังกับกับดังเยอะไหม ?
ดัง พันกร :
ไม่คาดหวัง เพราะว่าเรียนก็ไม่ค่อยเก่ง คือเป็นคนไม่ตั้งใจเรียนอย่างนี้ดีกว่า คือเรียนได้ เรียนดีแต่ว่าไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียน คือตั้งแต่เด็กเป็นคนที่ชอบเล่นสนุกชอบคุย ก็เลยมีคาแรคเตอร์มาตั้งแต่เด็กเลย เหมือนกับเป็นคนอารมณ์ดี แล้วเราก็รู้สึกว่าไม่ทำทุกอย่างให้มันซีเรียส จะไม่ได้มีการกดดันว่า ดังจะต้องเรียนให้ได้ที่ 1 นะ 
 

 

ถ้าไม่เข้มงวดเรื่องการเรียนคุณแม่เข้มงวดเรื่องอะไร ?
ดัง พันกร :
เข้มงวดเรื่องของการใช้ชีวิต อย่างเช่นการทำสีผมสมัยวัยรุ่นจะไปทำสี ชอบอะไรที่มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไปทำสีเขียว ทำไฮไลท์ทำตั้งแต่เด็กครับ เขาก็จะห้าม จะดุ

 

ทำไมตอนอายุ 10 ขวบถึงขอที่บ้านไปเรียนต่อเมืองนอก ?
ดัง พันกร :
ด้วยความที่เราไม่ได้รักในการเรียนขนาดนั้น ก็รู้สึกว่า 1 คือไม่ชอบตื่นเช้า ก็เป็นนิสัยที่มาอยู่ปัจจุบันนี้เหมือนกันคือไม่ชอบตื่นเช้า

 

บ้านมืดมาก ?
ดัง พันกร :
ใช่ ๆ ชอบความมืดมาก โดยเฉพาะเวลานอนต้องมืดสนิท ต้องเงียบสนิทด้วย เพราะตื่นง่ายแล้วก็หลับยาก

 

มีใครไปด้วยไหม ?
ดัง พันกร :
ไม่มี ก็คือคุณพ่อคุณแม่ไปส่ง ตอนนั้นก็จะมี ก.พ. ก็จะมีดูแลนักเรียนไทยอยู่ ก็นั่งแท็กซี่ไปส่งที่โรงเรียนเท่านั้นแหละน้ำตาก็ร่วงมา แต่เราเดินกลับไม่ได้แล้ว ไปแล้วก็ต้องไปเลย ก็ต้องอยู่

 

เป็นยังไงบ้าง เข้าโรงเรียนประจำก่อน ?
ดัง พันกร :
ก็เหมือน Harry Potter ยังไงอย่างงั้นเลย แต่ว่าไม่ได้สนุกเท่า Harry Potter 

 

มีชีวิตในโรงเรียนประจำเป็นยังไง ?
ดัง พันกร :
คือมีกฎระเบียบชัดเจน ต้องตื่นกี่โมง ตื่นแล้วจะต้องลงมาหน้าแปรงฟันพร้อมกัน ต้องทานอาหารเช้าพร้อมกัน

 

ไหนอิสระที่เราถามถึง ?
ดัง พันกร :
ไม่มีเลย ตอนเด็กเราก็จะปรับตัวยากมาก คือตอนนั้นก็ซ่าเหมือนกัน คือโรงเรียนแรกที่ไปเลย คุณแม่เขาก็อยากให้เรียนแบบตั้งใจเรียนภาษาก่อน ก็คือมีเรียนอยู่ 2 คน ชายแล้วก็เป็นโรงเรียน Private ก็คือเช้าไปเรียน เย็นก็ไปอยู่กับ family ก็เป็น family ที่ดีทุกอย่างดีหมด แต่ว่ามันอยู่ในฟาร์ม เขาทำฟาร์มใหญ่ สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือที่บ้านไม่ผูกพันกับสัตว์เลี้ยงทุกชนิด หันซ้ายก็สะดุ้ง หันขวาก็สะดุ้งอะไรอย่างนี้ แล้วคือสัตว์ที่เรากลัวที่สุดคือแมว คือเราไม่ได้คุ้นชินกับเขามาตั้งแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกว่ากลัว กลัวทั้งบ้านคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเลย เลี้ยงได้แค่ปลาเพราะว่าเราไม่ต้องเอามือไปจับ

 

เปิดชีวิต "ดัง พันกร" ลูกอธิบดีกรมตำรวจ ตอน 10 ขวบ ขอที่บ้านไปเรียนเมืองนอก

 

แต่บ้านโฮสต์มีแมว ?
ดัง พันกร :
มีทั้งแมว มีทั้งม้า มีทั้งแกะ มีทั้งวัว มีหมาอะไรอย่างนี้ แต่ว่าอยู่ได้ 2 วัน ก็อาศัยตอนแม่บ้านเผลออย่างนี้ เป็นเหมือนในหนังเลยก็วิ่งแอบมาหยิบโทรศัพท์ ก็กด ๆ โทรหาที่บ้านเลย คอมเพลนว่าแม่อยู่ไม่ได้จริง ๆ เด็กมากเราก็อารมณ์แบบไม่เอาแล้ว แม่ก็เลยแจ้ง ก.พ. ไปว่าขอย้ายไปโรงเรียนที่มันแบบมีเด็กนักเรียนมากกว่านี้หน่อย ไม่มีแมว ตอนแรกเรียนภาษาก่อน ก่อนที่จะเข้าเรียนจริง ก็เลยย้ายไปอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งโอเคอันนี้มีคนไทยด้วย แล้วก็เป็นโรงเรียนสหะ แล้วก็เป็นโรงเรียนประจำที่มีกิจลักษณะ คือมีเด็กนักเรียนมีอะไรอย่างนี้ สังคมโรงเรียนจริง ๆ 

 

ให้ย้อนกลับไปจะเลือกไปอยู่เมืองนอกเหมือนเดิมไหม ?
ดัง พันกร :
ในเมื่อที่มันย้อนกลับไปไม่ได้ ก็คงเลือกเหมือนเดิม เพราะว่ามันก็ทำให้เรามีวันนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปมันทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไปหมดเลย ดีแล้วที่เราได้ไป ก็คือโอเคเพราะว่ามันผ่านมาแล้ว ตอนเราเรียนมันไม่ได้ได้สนุกหรอก แต่พอเรามองย้อนกลับไปมันก็สนุกดี 

 

มันเปลี่ยนอะไรเราบ้าง ?
ดัง พันกร :
มันเปลี่ยนในลักษณะของความมีระเบียบวินัย เพราะว่าเด็ก ๆ เราบางทีเราก็อาจจะดื้อมากจนพ่อแม่เราอาจจะรู้สึกว่าต้องจับสั่งสอนมันซะหน่อย 

 

ทำไมพอกลับมาแล้วถึงเป็นนักร้องได้
ดัง พันกร :
ด้วยความที่ว่าเรามีความตั้งใจอยากเป็นนักร้อง ก็คือทุกครั้งที่กลับมา หรือไม่ก็ทุกที่ ๆ เรารู้ว่ามีโอกาสได้ไปเจอใครที่เป็นนักร้อง หรือมีช่องทางไหนที่เราสามารถไปออดิชั่นก็จะไปตลอด ซึ่งเด็ก ๆ คุณแม่ก็จะตามตัวอะไรกันลำบากอยู่แล้ว เราก็แค่ไปร้องเพลง เข้าไปเทสต์เสียงตามค่ายเพลงต่าง ๆ  ไปหมดทุกค่ายตั้งแต่ สโตน เรคคอร์ดส พี่ฟอร์ดอัลบั้มแรก แกรมมี่ก็ไป sony ก็ไป ไปทุกที่จนกระทั่งมาจบที่ RS 

 

ไปจบที่ RS ได้ยังไง ?
ดัง พันกร :
จบที่ RS เพราะว่าก็เหมือนทุกที่ ๆ เราไปเทสต์เสียง แต่ว่า RS ก็จะเป็นที่ ๆ เขาถูกใจเราที่อื่นก็อาจจะยังไม่ถูกใจเรา

 

RS ก็เหมือนอยู่โรงเรียนประจำ ?
ดัง พันกร :
ก็คล้าย ๆ กัน RS ก็จะมีความแบบดูแลศิลปิน อย่างคือเราก็เป็นโปรดักต์ ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา อื่น ๆ ที่เขาทำมาทีมงานมากมายก็จะพังไปด้วย เหมือนดูแลเราเป็นพิเศษก็คือเขาก็จะมีห้ามแบบห้ามไปเที่ยวกลางคืน ห้ามทำอะไรไม่ดี ห้ามกินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่มีแฟนได้ก็ดี ห้ามเดินห้าง ไม่เรียกว่าห้ามหรอกแต่แค่เป็นสิ่งที่อยู่ในเหมือนศีล 5 ที่พระศาสนาพุทธ ถ้าอยู่ใน RS แล้วมันก็จะมีศีลเหล่านี้ เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตก็คือก็ห้ามออกจากห้องอย่างนี้ดีกว่าก็คือลงเครื่องก็เข้าโรงแรม เข้าโรงแรมเราก็จะมี AR ประกบ อยู่ในโรงแรมถึงเวลาทานอาหารก็ Room Service only ของดังอาจจะเด็กด้วยมั้ง ก็เลยรู้สึกว่าเขาก็จะดูแล ต้อง Room Service หรือบางทีมีสัมภาษณ์วิทยุ ก็ไปสัมาษณ์วิทยุแล้วก็กลับมาอยู่โรงแรม จนกระทั่งเราถึงเวลาเราจะเล่นแสดงคอนเสิร์ตในคลับในบาร์อะไรก็ว่ากันไป

 

ห้ามได้ไหม ?
ดัง พันกร :
ห้ามได้ เพราะชอบนวดไง บางทีค่าเวลาเราก็ไปนวดไทยอยู่บนห้อง

 

มองตัวเองเป็น introvert ไหม ?
ดัง พันกร :
ไม่นะ ผสมผสานกัน อาจจะเป็นคนสันโดษ สันโดษแต่ชอบสังคม

 

มีมุมซ่าแต่มีมุมที่อยากให้ทุกคนมีความสุขด้วย ?
ดัง พันกร :
เป็นคนที่ get along กับทุกคน คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราได้เห็นอะไรที่มันกว้างขึ้น ได้ไปเจออะไรที่มันหลากหลายตั้งแต่เราไปเรียนแล้ว ก็จะได้เห็นกลุ่มคนที่แตกต่างกันออกไป หลากหลายวัฒนธรรม แล้วก็ปรับตัวเราให้เข้ากับทุกสถานการณ์ที่เราอยู่ แล้วก็มองทุกอย่างให้มันเป็นเรื่องดี อันนี้จะพยายามไปตั้งแต่เด็กแล้วคือจะเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก จะเป็นคนแบบธรรมะก็ช่วยเราเยอะ คือจะเป็นคนที่ทุกข์แล้วคิดอะไรให้มันสุข เจอทุกข์เข้ามาแล้วก็หาคำตอบมันให้ได้ ถามตัวเองว่าทุกข์เพราะอะไร แล้วถามต่อจนมันได้คำตอบที่ว่ามันไม่ทุกข์แล้ว เราก็ซ่านะแต่ในมุมที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร 

 

เปิดชีวิต "ดัง พันกร" ลูกอธิบดีกรมตำรวจ ตอน 10 ขวบ ขอที่บ้านไปเรียนเมืองนอก

 

ตัวตนของ ดัง พันกร เป็นแบบไหน ?
ดัง พันกร :
ทุกอย่างมันคือตัวตนของดังตั้งแต่เด็ก มันคือความเป็นตัวเราที่ทุกคนได้เห็นมา มันก็คือความจริงมันไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้น เพราะดังเชื่อว่าสิ่งที่มันสร้างขึ้น มันโกหกกันไม่ได้ความจริงมันคือความจริง

 

ซ่ากับสันโดษไม่น่าไปด้วยกันได้เลย ?
ดัง พันกร :
เพราะว่าพลังงานที่เราส่งออกไปมันเยอะ เวลาเราเล่นคอนเสิร์ตหรืออะไรอย่างนี้ เราไม่รู้ตัวหรอกแต่เราสนุก แต่ว่าบางทีเราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จเราจะอยู่มุมสันโดษแล้ว เพราะมันคือการเหนื่อยที่มาจากการโชว์ของเรา ก็จะไม่ค่อยได้เจอใครเพราะว่าจริง ๆ แล้วมันเหนื่อยอยู่ข้างใน

 

จาก ดัง พันกร นักร้องที่เป็นสามีแห่งชาติมาเป็น แม่นายดัง มีจุดเปลี่ยนยังไง ?
ดัง พันกร :
มันก็คงเป็นจุดเปลี่ยนที่มันก็บอกยากเหมือนกันนะ มันก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยเหมือนแฟชั่น ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบแฟชั่นเราก็จะตามแฟชั่นตลอดว่ามันเป็นยังไง บางทีมันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคเทคโนโลยีที่มันเกิดขึ้น ยุคที่มันเป็นจากเทปมาเป็น MP3 จากหนังสือพิมพ์จากอะไรอย่างนี้ก็กลายเป็นโซเชียลเป็นออนไลน์ มันก็เริ่มจากตรงนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้เข้ากับยุคเข้ากับสมัยด้วย เลยทำเป็นเพจขึ้นมา ซึ่งมันก็ต้องมีอยู่แล้วไว้อัปเดตผลงานว่าเราทำอะไรบ้าง ตารางงานมีอะไรบ้าง ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้สำหรับแฟนเพลงของเราได้ติดตาม

 

จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าถูกใจคนดู ?
ดัง พันกร :
น่าจะเป็นจุดที่เราเล่นมุกต่าง ๆ คือเอาเรื่องอื่น ๆ มาผสม เพราะบางทีเราไม่ได้ทำงานเพลงอยู่ตลอดเวลา คือพยายามไม่ให้เพจมันหายไป พยายามโพสต์ทุกวันบางทีก็อาจจะเอาเรื่องอื่น ๆ มาใส่บ้าง เอาเรื่องตลกโปกฮาของเราหรือไม่ก็เป็นเป็นมุกขำ ๆ ขึ้นมาแล้วก็โพสต์ลงไป ก็กลายเป็นว่าคนก็ขำไปกับเราด้วย คนเข้าใจมุกเราแล้วก็ขำในสิ่งที่เรานำเสนอ ก็ enjoy กันมันก็เลยทำให้มีคนติดตามเรามากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

ตัวตนแม่นายเป็นอีกหนึ่งตัวตนที่เพิ่งจะตัดสินใจเดบิวเขาออกมาเหรอ ?
ดัง พันกร :
คือแม่นาย มันต้องให้ทุกคนทราบก่อนว่าเพจของดัง พันกร DK Official มีแอดมินอยู่ด้วย มันก็จะมีความเป็นความเป็นดัง บวกกับคาแรคเตอร์ของแอดมินก็คือทีมงานด้วย เพราะฉะนั้นคาแรคเตอร์แม่นายก็จะเป็นคาแรคเตอร์ที่วาไรตี้กว่า ดัง พันกร คือมันจะมีอีกรสชาติหนึ่งที่มันต่างออกไป แต่ว่าต้นตำรับก็คือ ดัง พันกร นั่นแหละ แต่ว่าใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกันในแต่ละวัน เพราะว่าเรามีแอดมินมาช่วยกันดูแลมีทีมงานดูแล 

 

ตัวจริง ๆ เป็นคนแบบไหน ?
ดัง พันกร :
ตัวจริง ๆ เหรอ ยังไม่รู้ว่าตัวปลอม ๆ เป็นยังไง (หัวเราะ) ก็เป็นคนปกติเหมือนทุกคนแหละ เหมือนกับด้วยอาชีพเรามันทำให้ต้องมีคนรู้จักเยอะ เป็นนักร้อง ความรู้สึกทุกอย่างมันเหมือนกับทุกคนที่ทำงาน แต่ว่ามันเป็นงานที่เรารัก มันก็เลยมีรู้สึกว่าเรามีความสุขกับการที่เราทำงาน การที่เราจะเป็นที่รู้จักหรืออะไรอย่างนี้ ถามว่าเป็นอุปสรรคไหมดังมองว่ามันคือสิ่งที่เราเลือกมาแล้ว มันคือแพ็คเกจที่เราอยากเป็น นักร้องอันนี้คือสิ่งที่เราถือว่าเรารับได้ อุปสรรคอะไรอย่างนี้ครับ

 

ดราม่าที่เจอก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ ?
ดัง พันกร :
เป็นเรื่องปกติ ถ้ายุคนี้เป็นเรื่องปกติแต่ตอนแรกเลย เจอข่าวไม่ดีเราก็จะเครียดเลย เพราะว่ากลัวทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจ 

 

ออกไปข้างนอกแล้วมีคนคาดหวังว่าตัวเราจะเหมือนเพจ 100% รับมือยังไง ?
ดัง พันกร :
ไม่รับมือยังไงเลย ก็มายังไงก็ไปอย่างนั้น บางคนอาจจะคาดหวังว่าเราคงจะปากจัดกว่านี้ แต่ว่านั่นมันคือในเพจ เวลาใครเข้ามาแขวะเราอย่างนี้เราก็แขวะกลับ ถามว่า ดัง พันกร ปากจัดไหมก็ปากจัดบ้างก็เหมือนในเพจแหละ มันก็จะมีในบางอารมณ์แต่มันก็จะไม่ได้เป็นอย่างงั้นตลอดเวลา คิดว่าคนก็จะติดภาพเราในมุมที่เขาถูกใจมากกว่า คือบางคนชอบเราเวลาเราใช้คำพูดแบบปากจัดนิดหน่อย มันก็ทำให้เขามีรอยยิ้ม เขาจำภาพเราในมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมเป็นนักร้อง ร้องเพลงก็เป็นมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมของความสุภาพ ความเรียบร้อยก็จะเป็นในมุมนั้น เชื่อว่าภาพจำแต่ละคนก็คงเป็นหลากหลายรูปแบบแล้วแต่ว่าเขาชอบและจุดไหนที่เขาถูกใจเรา คิดว่าน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า แต่คิดว่าหลัก ๆ น่าจะเป็นที่หน้าตาเพราะว่าหน้าตาดี (หัวเราะ)

 

ชอบ ดัง พันกร ในเวอร์ชั่นไหนของตัวเองมากที่สุด ?
ดัง พันกร :
ชอบทุกเวอร์ชั่นเลย แต่ไม่ชอบเวอร์ชั่นตอนอายุเยอะ เพราะอยากจะหยุดมันไว้ตั้งแต่ตั้งแต่อายุ 20 กว่า ๆ ไม่ชอบตอนอ้วนด้วย

 

เคยน้ำหนักขึ้นไปถึง 78 เหรอ ?
ดัง พันกร :
78 ครับ แล้วก็จะจำไว้ตลอดชีวิตแล้วว่าฉันจะไม่มีวันกลับไปวันนั้นอีกแล้ว จะไม่มีใครได้เห็น ถ้ามีเมื่อไหร่เดี๋ยวจะเปิดขายพรีเซ็นเตอร์เลย (หัวเราะ) เพราะเราเป็นคนดูแลตัวเอง อาจจะเป็นช่วงที่เราสนุกกับชีวิตมาก จนเราลืม ไม่เคยอ้วนมาก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนไม่ต้องมีตาชั่งเลย เพราะว่าจะกี่ปี ๆ มาชั่งก็เท่าเดิม จะกินมาเยอะแค่ไหนก็เท่าเดิม พออายุเยอะขึ้นมันก็มาโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเหมือนกัน 

 

ความอยากเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ไม่ว่าจะเรื่องแฟชั่น เรื่องเพจมันความสุขจริง ๆ ?
ดัง พันกร :
เหมือนกับเด็ก ๆ ที่เมื่อก่อนคนก็เจาะจมูกกันอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่าเราก็เป็นสิ่งที่ให้เด็กเยาวชนเได้มองบ้าง แล้วได้เกิดแรงบันดาลใจ ถ้าเราเกิดอ้วนแล้วเราไปใส่กางเกงใครจะอยากใส่กางเกงตามเราหรือใครจะอยากดู

 

อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนที่ก้าวข้ามทุกอย่างไปเป็นคนแรก ๆ ?
ดัง พันกร :
คิดว่ามันคือสิ่งที่เราอยู่รอบ ๆ ตัวเรา เราอยู่กับแฟชั่นเยอะ บางทีเสื้อผ้ามันก็จะเป็นในภาพของแฟชั่นมากกว่า การใส่กระโปรงก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปเป็น transgender ก็ไม่ใช่ เราใส่กระโปรงเพราะรู้สึกว่ามันเท่ มันคือแฟชั่นของยุคนี้ซีซั่นนี้ ใส่แล้วมันออกมาเท่

 

เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรไหม ?
ดัง พันกร :
ไม่เคยถามตัวเองว่าตัวเองขาดอะไรไหม คือไม่ได้มองว่าชีวิตตัวเองมีอะไร ไม่ได้มองชีวิตตัวเองเป็นกราฟหรือว่าเป็นพายที่มันมีอะไรบ้างเลยไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร รู้สึกว่าชีวิตเราก็ complete อยู่แล้วทุกวัน แต่ว่าสมมติไม่มีแฟน ถ้าเรื่องแฟนขาดแฟนไหม ถ้าเรามองว่าเราเป็นโสดคืออยู่กับตัวเองเราก็มองว่าเราไม่ขาด แต่ถ้าแล้วถ้าเราเริ่มเอ๊ะ ถ้าเราอยากมีเมื่อไหร่หรือว่ามีความรู้สึกว่าไปแอบชอบใครจะรู้สึกขาดทันที คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่า เรื่องความรักมันจะขาดไม่ขาดมันอยู่ที่ว่าเราจะเจอใครคนนั้นมากกว่า มันไม่เจอมันก็เลยรู้สึกว่าไม่ขาด

 

46 ปีไม่เจอเลยเหรอ ?
ดัง พันกร :
อาจจะแค่เจอกันแต่ว่าไม่ได้ว่าเจอแบบอย่างนั้น มีมองผ่านคนนี้ คนนี้น่ารักจังเลยอะไรอย่างนี้ คนนี้ดีนะแต่ว่าคงเจอแค่นั้น ได้เจอแต่คนยังไม่ได้เจอความรักแบบอย่างนั้นจริง ๆ มากกว่า ก็คือตอนเด็ก ๆ ไม่เจอถึงขั้นที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาแล้ว เคยถามตัวเองเหมือนกัน ไม่ได้ว่าตัวเองขาดนะ แต่เห็นคนอื่นเมีแฟนแล้วถามคำถามกลับว่าทำไมเราไม่มีล่ะ 

 

ดังแค่แฮปปี้ที่จะใช้ชีวิตแบบนี้และเอนเตอร์เทนแฟนคลับ และมี personal space ที่ให้ความอุ่นตัวเองได้เลย ?
ดัง พันกร :
คือดังเคยมาเด็กเพิ่งจะมาวิเคราะห์ตัวเองได้ไม่นานนี้ว่าเหตุผลมันคืออะไร ดังคิดว่าเมื่อก่อนมองว่าเราอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้เป็นไทป์ที่จะมีแฟน คืออาจจะเป็นบุคลิกหรือการเติบโตมาอาจจะไม่เหมาะกับการจะมีแฟนตอนแรกคิดว่าเป็นอย่างนั้น ก็ไปศึกษาทุก ๆ สถาบันหมดเรื่องความรัก แต่พอเราโตมาอีกหน่อยแล้วก็เริ่มมาถามตัวเองมันเป็นเพราะอะไร คิดว่าจริง ๆ อาจเป็นเพราะเรามีความคาดหวังเยอะเกินไปหรือเปล่า Perfectionist อย่างนี้ คิดว่าอาจจะเลือกเยอะก็ได้ คืออาจจะมองว่าดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังเป็นคนที่เก็บดีเทล คนที่จะมาเราจะต้องถูกใจ เขาจะต้องหมดจดเลย สมมติว่าถ้าเจอกันครั้งแรกกินอาหารแล้วข้าวติดปากข้างบน ติ๊กออก หรือไปเที่ยวกันแล้วเต้นท่าแปลก ๆ ก็คืออาจจะลดคะแนนลงมาทันที หลัง ๆ ถ้าใครถามจะบอกถ้าคนที่ใช่ก็คือใช่แหละ ถ้าเจอคนที่มันแบบถูกชะตากันเจอกันเชอบเราเราชอบเขาก็แค่นั้นพอแล้ว

 

คนที่เข้ามาต้องสบายขึ้นต้องไม่สบายน้อยลง ?
ดัง พันกร :
ถ้าสบายน้อยลงจะมีทำไม บางทีถ้าเรามองข้ามไป แล้วเรามองว่านิสัยได้เข้ากันได้นะ สุดท้ายดีเทลเหล่านี้มันก็ต้องกลับมาอีก

 

แต่แม่นายเพจแม่นายก็ยังประกาศอยู่เรื่อย ๆ ?
ดัง พันกร :
คือลุคเราด้วยอาชีพด้วยอะไรอย่างนี้ มันจะมีความมั่นด้วยการเป็นนักร้อง ความมั่นใจสำคัญอยู่แล้ว แต่ในเรื่องความรักเราจะค่อนข้างซีเรียสนะ จะ Old fashioned นิดหนึ่ง ก็จะเป็นคนที่จริงจัง ภาพคนมองอาจจะคิดว่าเราก็ไปได้หมดแหละ ซึ่งไม่ใช่ จะมีความเป็น conservative นิดหนึ่ง

 

มองภาพตัวเองมีคู่ไหม ?
ดัง พันกร :
มองไม่ออก

 

คิดยังไงกับคำว่าคู่ชีวิต ?
ดัง พันกร :
ก็เหมือนดูละคร น่าจะเหมือนดูในละครมากกว่า คือไม่คิดว่าตัวเองจะมีคู่ชีวิตที่อย่างที่นักจิตของเราบอก ก็คิดว่าถ้ามีจะมีใคร คู่ชีวิตก็ต้องเป็นคนที่เรารู้สึกสบายตัว ลอยตัวมากกว่านี้

 

เคยทุกข์กับอะไรที่ทำพังบ้างไหม ?
ดัง พันกร :
ความทุกข์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ไง ปฏิบัติธรรมช่วยเราเยอะมาก ถามตัวเองถามจิตตัวเองมันคือการฝึกให้เราอยู่ได้บนโลกใบนี้

 

ถ้าคนนั้นสนทนาธรรมกับดังได้แบบลึกซึ้ง แล้วทำให้สบายตัวขึ้นก็เป็นไปได้ที่จะเริ่มเปิดใจ ?
ดัง พันกร :
ก็แค่เรื่องธรรมไง 

 

ถ้ามี 1 คำถามให้ถามอยากถามอะไรนักจิตบำบัดเกี่ยวกับตัวเรา ?
ดัง พันกร :
พี่ต้องมีแฟนหรือยังครับ (หัวเราะ) ก็ให้ถามนักจิตอีกทีหนึ่ง ดังเป็นโรคจิตไหม

 

เป็นคนอยู่กับตัวเองได้ลึกและดีมาก
ดัง พันกร :
ต้องขอบคุณธรรมะจริง ๆ เลยเพราะว่าชอบศึกษา ตั้งแต่ตั้งแต่วัยรุ่น เริ่มตั้งแต่สวดมนต์ ทอดกฐินผ้าป่า จนกระทั่งมานั่งปฏิบัติวิปัสสนาอะไรอย่างนี้ แล้วมันก็ทำให้เราได้ handle กับเรื่องหลาย ๆ อย่างได้ง่ายขึ้น แทนที่เราจะไปกังวล หรือบางคนเจอปัญหาแล้วกระวนกระวายอย่างนี้ก็คิดใหม่ คิดอย่างนี้เราก็โล่งก็คิดอย่างนี้ดีกว่าไหม 

 

เวลามีปัญหาเราสามารถที่จะพูดคุย ?
ดัง พันกร :
ใช่ อยากจะบอกคือธรรมะมันคือ philosophy of life มันก็คือการฝึกให้อยู่กับตัวเอง บางคนฟุ้งอยู่ข้างนอกเยอะ แต่บางทีเราเจอปัญหาเราแก้ทันทีเลย ก็คือถ้าปัญหามาเราก็จะแก้อย่างนี้ เวลามีความทุกข์มาก็คิดให้มีความสุข อย่างเช่นคุณพ่อไม่อยู่แล้วเสียไปแล้วอย่างนี้ ก็บอกตัวเองว่าเราก็มีเลือดพ่อเลือดแม่อยู่ในตัวเรา พ่อก็ไม่ได้ไปไหนก็อยู่ในนี้แหละ เวลาคิดถึงพ่อก็ไม่ได้ไปไหน

 

เปิดชีวิต "ดัง พันกร" ลูกอธิบดีกรมตำรวจ ตอน 10 ขวบ ขอที่บ้านไปเรียนเมืองนอก