บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - ศีลธรรมไม่กลับมา  โลกาจะวินาศ

คมเคียวคมปากกา - ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ

28 พ.ค. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนเจ็ด

 ก่อนอื่นต้องรีบแจ้งแก้ไขข่าว  จากกรณีศุกร์ก่อนเขียนเรื่อง “ท่องทางวัฒนธรรม  อีสานตอนกลาง”  ระบุเขาจะจัดงานวันที่ ๑- ๔ มิถุนายน  ศกนี้  แต่...อะไรๆ ก็มักจะมีแต่เสมอ...ทางเจ้าของโครงการเขาบอกมา  ต้องขออภัยในความไม่สะดวก  เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ  บางท่านอาจกังขา  อันว่างานด้านศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดหัวเมือง  จะไปเดือดร้อนอะไรกับสถานการณ์บ้านเมืองในกรุงเทพฯ  แต่หากท่านรู้ว่าเมืองขอนแก่นแดนอีสานนั้น  ขึ้นชื่อขนาดเป็น “ขอนแก่นโมเดล”  ท่านอาจเข้าใจได้  เพราะเมื่อศาลากลางยังถูกเผา  เอกสารด้านวัฒนธรรมหรือด้านไหนที่รอนำเสนอผู้ว่าฯ  ก็ย่อมเป็นอันว่าเอวังฯ

 เอาเป็นว่าเขาขอเลื่อนไปก่อน  สักเดือนสอนเดือนข้างหน้าคงจะจัดได้กระมัง  ถ้าหากไฟแห่งสติอารมณ์ของผู้คนจักสงบรำงับลงตามสมควร  โดยที่ถ่านไฟแห่งหายนะจะไม่ถูกลมเป่าขึ้นมาอีก

 วันก่อน  หลบเมืองขอนแก่นไปเที่ยวเมืองสุรินทร์  คุณไชยา  วรรณศรี เขาจัดงานครบรอบ ๑๑ ปี ย่างปีที่ ๑๒ ของ สโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์  จัดแสดงดนตรีและบทกวีแบบขายบัตร  ไม่รู้งานเล็กหรืองานใหญ่กันแน่  เพราะเห็นศิลปินล้นเวที  พอๆ กับจำนวนผู้ชม (๕๕๕)  หวังว่าผู้จัดงานคงจะไม่เจ็บตัว  งานแบบนี้ก็ไม่พ้นได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บ้านเมือง  ศิลปินเด่นๆ บางท่านขอถอนตัวเพื่อความไม่ประมาท  จะเลื่อนงานก็ไม่ได้  ซ้ำวันงานนั้น  เกือบค่ำแล้ว ครูสลา  คุณวุฒิ ยังไม่ได้ขึ้นเวที  ตามแผนจะให้เขาเป็นพระเอกปิดรายการ  แต่จำต้องขอเวลาก่อน  เพราะต้องรีบตีรถกลับเมืองอุบลฯ ก่อนเคอร์ฟิว  น่าเห็นใจครับ  เมืองสุรินทร์ไม่มีเคอร์ฟิว  คุณชูเกียรติ  ฉาไธสง จากเมืองบุรีรัมย์ก็ไม่มีเคอร์ฟิว   แต่ครูสลาจากเมืองอุบลฯ  ผมจากเมืองขอนแก่น  ต่างเป็นเมืองระดับก้าวหน้าที่มีเคอร์ฟิว (๕๕๕)  ผู้รู้บอกเรื่องแบบนี้มันย่อมมีวาระทางการเมืองให้อ่านเอาเรื่อง  แต่ผมไม่ขออ่านตรงนี้หรอก  ใครอยากอ่านลองอ่านดูเองครับ

 ข้อเขียนนี้จะปรากฏในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ตรงกับวันศุกร์ปลายเดือนที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ดั่งเกริ่นไปบ้างแล้วว่าเป็น วันวิสาขบูชา  ภายหลังวันที่เกิดความรุนแรงเร่าร้อนในบ้านเมืองเมื่อกลางเดือน  เป็นเหตุการณ์ที่ซ้อนทับห้วงวันเวลาและเดือนเดียวกันในพฤษภาคม ๒๕๓๕  ปีนั้น วันวิสาขบูชา มาก่อน  ผมยังค้นพบกลอนตัวเองที่เขียนไว้ในหนังสือ “ตำนานประชาชน”  โดยสำนักพิมพ์นกสีเหลือง ตอนปลายปีนั้น  ชุมนุมกวีและนักเขียนหนุ่มสาวกว่า ๒๐ ชีวิต  ขออนุญาตนำกลอนตัวเองมาฝากอ่านครับ                      

 “วันวิสาขบูชา  ราชดำเนินประดับประดาด้วยรถดอกไม้  บูชาพระพุทธเจ้ายังไม่ทันเท่าไร  เลือดก็ไหลเปื้อนราชดำเนิน  บูชาด้วยชีวิตและความตาย  ขวัญหายกระจัดกระจายห่างเหิน  ไม่เหลือประชาชนบนถนนราดำเนิน  คนบ้าเดินเดียวดายถือดอกไม้สีแดง”

 บทกวีชื่อ “ดอกไม้สีเลือด”  เป็นอารมณ์ความรู้สึกของคนหนุ่มกับจุดยืนหนึ่งใน พ.ศ. นั้น  และคำว่า “ดอกไม้สีแดง” ในตอนจบ  ย่อมมิใช่ “สีแดง” ในความหมายของ พ.ศ. นี้ อย่างแน่นอน!

 ไม่ใช่อะไรหรอก...ปมประเทศวันนี้  ไม่เหมือนปมประเทศวันนั้น  มันยิ่งซับซ้อนซ่อนเงื่อน  มิได้เป็นกลไกเดียวแบบ “ประชาชนกับรัฐบาล”  เชื่อว่าปวงผู้มีสายตาและวิจารณญาณจะสามารถมองเห็นได้  ไผเป็นไผ?  ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน?  ใครต้องการอะไร?  ใครทำใคร?  ใครถูกใครทำ?  มันอีรุงตุงนังยิ่งกว่าหนังบู๊วินาศสันตะโร  ที่ยังหาฉากจบแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” ไม่ได้...ปมประเทศ พ.ศ. นี้  ไม่เหมือนปมประเทศ พ.ศ. นั้น  มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  เพราะแม้แต่เพื่อนกวีและนักเขียนใน พ.ศ. นั้น  ยังกระจัดพลัดพรายไปต่างวิถี  กระทั่งจุดยืนจุดเข้าใจทางการเมือง  ถ้าหากแยกสีแล้ว  จะเห็นหลากหลายสีเลยทีเดียว

 พฤษภาคมลมฝน  นอกจากเป็นเดือนรำลึกเรื่องราวน่าเศร้าทางการเมืองแล้ว  ยังมีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  แถมยังมี วันพุทธทาสภิกขุ  ซึ่งปีนี้จะมีงานครบ ๑๐๔ ปี ชาตกาลอีกด้วย

 “แทบไม่น่าเชื่อ  ตั้งแต่เราเจอกันครั้งสุดท้าย วันนั้นที่ ทักษิณ  ชินวัตร ยุบสภา  ตอนเราอยู่ในงานศพ กนกพงศ์  สงสมพันธุ์ ที่พัทลุง  จนวันนี้บ้านเมืองเราเดินทางมาถึงจุดที่คนไทยแตกร้าวอย่างหนัก  บังเอิญสัปดาห์หน้าเป็นวาระ ๑๐๔ ปี ท่านพุทธทาส  ทำให้คิดถึงคำสอนของท่าน “ศีลธรรมไม่กลับมา  โลกาจะวินาศ”  คำสอนนี้  อาจจะเป็นทางรอดของคนไทยทั้งมวล  เราต้องช่วยๆ กัน เพื่อลูกหลานของเรา”

 พอดีได้รับจดหมายจากเพื่อนเก่า  กระตุ้นเตือนเรื่องนี้  นำมาฝากอ่าน  เพื่อร่วมสัมผัสบางความห่วงใยสังคม  ศาสนธรรมนั้นยังอยู่ในใจคนไทย  แม้ท่ามกลางนักการเมือง  และกลุ่มทุนการเมืองสามานย์

 ทราบแล้วเปลี่ยน...ศีลธรรมไม่กลับมา  โลกาจะวินาศ!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"