
รู้ทันกฎหมาย - พ่อไปทางแม่ไปทาง
คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรักลูกเป็นธรรมดา จะรักคนไหนมากกว่าคนไหนก็อาจมีความไม่เท่ากันได้ และจะเหมาเอาว่าแม่หรือพ่อรักลูกมากกว่าก็ยังไม่ได้ แล้วแต่ใจและแล้วแต่นิสัยของแต่ละคนไป
แม้จะรักสักแค่ไหน แต่การแสดงความรักของพ่อแม่ก็อาจไม่ถูกทางถูกวิธีก็ได้ อาจเป็นความรักแบบพึงพอใจส่วนตัว หรือตามความคิดความเชื่อของตัวเองที่ไม่ถูกต้อง กฎหมายก็เลยต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแทรกแซง
ใครเป็นลูกที่มีพ่อแม่และได้อยู่กับพ่อแม่นับว่ามีบุญกว่าคนกำพร้าพ่อแม่เป็นไหนๆ แต่เมื่อถึงคราวพ่อกับแม่แยกกันไปคนละทาง ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไปและอาจเสียหายพอกับพ่อแม่ไม่รักสักเท่าไหร่
ดังนั้น ไม่ว่าจะเพราะรักเกินไป หรือไม่เอาใจใส่ ลูกก็เสียคนได้เหมือนกัน
สำหรับลูกที่พ่อแม่แยกทางกันไป จะต้องตกลงกันให้ได้ว่าใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองลูก พูดกันไม่ลงตัวก็ต้องให้ศาลเป็นคนตัดสินให้ โดยศาลจะพิจารณาประโยชน์และสวัสดิภาพของเด็กเป็นสำคัญ ไม่ได้ดูว่าเพศแม่ย่อมได้ลูกไปหรือว่าพ่อมีตังค์จ่ายค่าเล่าเรียนจึงได้อำนาจปกครองไป
ศาลอาจให้พ่อแม่ร่วมกันใช้อำนาจปกครองก็ได้แม้จะแยกทางชีวิตคู่กันไป แต่ก็ยังร่วมทางกันดูแลปกครองลูกต่อไปจนกว่าลูกจะบรรลุนิติภาวะ
พ่อแม่บางคนไม่ได้แยกทางกันเดิน อาจยังร่วมชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะรักกันหรือไม่ แต่ความคิดเห็นแตกแยกแตกต่างกันไปในเรื่องที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับลูก เรื่องก็เลยข้อบาดหมางบานปลายจนลูกไม่รู้จะเชื่อฟังคนไหนดี
ในกรณีที่พ่อแม่แต่งงานกันตามกฎหมายหรือว่าเป็นลูกของพ่อตามกฎหมายตามปกติทั่วไป ถือว่าพ่อกับแม่เป็นผู้มีอำนาจปกครองลูกเท่าเทียมกัน และร่วมกันเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่ความไม่ปรองดองทางความคิดและไม่อาจหาทางออกที่เหมาะสมได้ แล้วใครจะชนะละคราวนี้
การมีสิทธิมีอำนาจเท่าเทียมกันไม่ได้หมายความว่าต้องลงมติตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของลูกเสียที่ไหน ต่างคนต่างมีสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้อำนาจปกครองได้โดยลำพัง ไม่จำเป็นต้องใช้ร่วมกันกับอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่บางเรื่องบางอย่างต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งอย่างชัดแจ้ง เช่น จะอนุญาตให้ลูกแต่งงานในขณะที่ลูกยังอายุไม่ครบ 20 ปี เรื่องใหญ่แบบนี้ว่าที่ลูกเขยต้องรอบคอบเอาไว้ พ่อตาพอใจแต่แม่ยายยังส่ายหน้าก็ยังไม่ได้ลูกสาวเขามาเป็นคู่ครอง
การใช้อำนาจปกครองแบบลำพังได้นั้นก็ต้องมีมารยาทและให้บทบาทอีกฝ่ายด้วย หากอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็งานเข้าเหมือนกัน เพราะเมื่อมีการคัดค้านเมื่อไหร่ อีกฝ่ายจะทำตามอำเภอน้ำใจ ก็จะกลายเป็นปัญหาตามมา
แม่อยากให้ลูกไปอยู่ทางเหนือเพราะอากาศดี มีโรงเรียนฝรั่งรองรับ และไม่ต้องนั่งหลับรถติดเหมือนอยู่กรุงเทพฯ แต่พ่อมีธุรกิจที่เมืองหลวง มีบ้านและคอนโดที่จะให้แม่ลูกอยู่ด้วยอย่างครอบครัวหรรษา
ถ้าแม่พาลูกไปอยู่เชียงใหม่ทั้งๆ ที่พ่อก็ค้านขาดใจ แบบนี้ขืนปล่อยให้อุ้มลูกขึ้นเหนือลงใต้ เด็กก็จะเสียหายเห็นๆ
กรณีที่ความเห็นไม่ตรงกันและไม่อาจตัดสินใจให้ลงตัวได้ อีกฝ่ายก็ต้องไปร้องขอต่อศาลให้พิจารณาวินิจฉัย ศาลท่านก็จะพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นอุปสรรคหรือขัดต่อประโยชน์หรือสวัสดิภาพของเด็กอย่างไร ก็จะมีคำสั่งให้เป็นไปตามที่เหมาะสม
แค่คนเพียงสองคนตัดสินใจเรื่องลูกคนเดียวยังไม่ได้ แล้วจะมีปัญญาแก้ไขคุ้มครองลูกในเรื่องอื่นๆ ได้อย่างไร ความคิดพ่อไปทางแม่ไปอีกทางอย่างนี้ ควรหันหน้ามาหารืออย่าดื้อเอาชนะจะหาที่ลงตัวได้ ไม่ต้องไปไกลถึงศาล แม้จะจัดการให้ได้ แต่ลูกก็อาจได้รับผลกระทบในท้ายที่สุด
แม้พ่อแม่จะตกลงกันได้ ก็อาจไม่สามารถกู้ความบอบช้ำทางใจที่อาจมีรอยจางๆ ทิ้งไว้ให้ลูกได้จากความคิดต่างคนละทางของพ่อแม่ ไม่แน่ว่าลูกโตขึ้นเมื่อไหร่ก็อาจไปคนละทางกับพ่อกับแม่เลยก็ได้ คิดต่างได้แต่ต้องร่วมทางกันตัดสินใจจะดีที่สุด
"ศรัณยา ไชยสุต"



