
คิดสวนทาง - ดนตรีกับวิกฤติการณ์
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2549 หลังการรัฐประหาร 19 กันยายนปีเดียวกันผ่านมา ได้สี่เดือน ผมได้เขียนบทความเรื่อง Days Ahead เรื่องยังไม่จบ ลงคอลัมน์ คิดสวนทาง ใน นสพ.คม ชัด ลึก นี้ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นฉบับลงวันที่เท่าไหร่
เนื้อเรื่องพูดถึงลางสังหรณ์ที่เกิดขึ้นในใจว่า เรื่องราวคงยังไม่จบลงแค่นั้น ทั้งๆ ที่บรรยากาศในช่วงเดือนธันวาคมปีนั้นเต็มไปด้วยความแช่มชื่นยินดีปรีดา เมื่อความตึงเครียดก่อนหน้านั้นได้คลี่คลายลง ผมได้แต่งเพลง ชื่อ “Days Ahead” เป็นเพลงบรรเลงที่บรรยายความรู้สึกถึงความกังวลว่า เรื่องวุ่นวายเหล่านั้นมันจะยังไม่จบ และเมื่อเวลาผ่านล่วงเลยมาถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถแต่งให้จบได้
เวลาผ่านไปจนถึงวันที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่เป็นเวลา 3 ปีกับ 5 เดือน มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นมาหลายเหตุการณ์ที่ทำให้มีการสูญเสียทั้งชีวิต เลือดเนื้อและทรัพย์สิน ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ เหตุการณ์ที่เราเพิ่งผ่านกันมาสดๆ ร้อนๆ เป็นบาดแผลลึกที่ยากต่อการเยียวยา
แม้ว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่มั่นใจได้เลยว่า ในหัวใจของพญามารจอมบงการนั้น กำลังถูกเผาผลาญด้วยไฟพยาบาทเคียดแค้นสุดจะทน และด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายนี้ ก็ทำใจได้เลยว่า เรายังจะหาความสงบสุขที่ยั่งยืนถาวรมั่นคงไม่ได้ไปอีกนาน เหมือนในหนังสยองขวัญที่ตัวปีศาจร้ายนั้นฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย ตัดหัวทิ้งแล้วยังลุกขึ้นมาหยิบหัวตัวเอง หลอกหลอนต่อไปได้อีกหลายฉากหลายตอน กว่าพระเอกจะเอาชนะได้ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด หรือรอดมาได้ก็เรียกว่าต้องยอมสูญเสียอย่างย่อยยับ
อย่านึกว่าพระเอกที่ว่านี้คือ นายกรัฐมนตรี ทหาร ตำรวจ หรือใครที่ไหน แต่คือเราท่านทั้งหลายทุกคน ที่เป็นประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประชาชนที่รักสันติที่ไม่ยอมตกเป็นทาสน้ำเงินของผู้ใด ผู้ที่ไม่ยอมขายวิญญาณ ผู้รักอิสรเสรีและความเท่าเทียมกันในสังคม จะต้องออกมาต่อสู้ และที่สำคัญที่สุด จะต้องต่อสู้เพื่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมมากกว่าเรา ผู้ที่ยากไร้ ไม่ให้เขาเหล่านั้นต้องตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครอีก
ผมไม่ทราบว่าจะต้องต่อสู้กันไปนานเท่าไร รู้แต่ว่าถ้าคุณไม่สู้คุณก็แพ้ แล้วคุณก็จะต้องถูกปกครองโดยทรราช ที่เห็นคุณเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานแห่งเกมอำนาจและผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น อย่าเพิ่งวางใจ ที่เพิ่งจบไปยังไม่ใช่ตอนอวสาน ยังจะมีฉากที่สยองขวัญมากกว่านี้ตามมา เพราะนี่ไม่การต่อสู้กันทางการเมือง แต่เป็นการต่อสู้ของความดี กับความชั่ว
วันก่อนได้ยินเพลง ”เรฟูจี” ของคุณแอ๊ด คาราบาว ที่เปิดทางคลื่นเอฟเอ็ม 96.5 ที่ผมเป็นแฟนรายการอยู่ ฟังแล้วขนลุก ทั้งๆ ที่เพลงนี้แต่งก่อนหน้านี้มาหลายปีแล้ว เนื้อหาของเพลงช่างเข้ากับบรรยากาศบ้านเมืองในตอนนี้เหลือเกิน โดยเฉพาะท่อนที่ว่า ”กิน…มีเหลือเผื่อแผ่กัน วันนั้น วันนี้คงไม่ต้องล่องเรือ เกลือจิ้มเกลือเหลือเพียงเรือล่องมา มาเข้ามาเข้ามา เรฟูจี” อันเป็นเหตุการณ์บ้านแตกสาแหรกขาดเมื่อเวียดนามใต้แพ้สงครามเวียดนามเหนือ ประชาชนอพยพหนีออกนอกประเทศโดยอาศัยเรือประมงเป็นเรือมนุษย์ ล่องไปตามยถากรรม บางประเทศก็รับ บางประเทศก็ไม่รับให้เป็นผู้ลี้ภัย
ในช่วงแห่งความวุ่นวายตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมเป็นต้นมา ผมนึกสงสัยอยู่ว่า ผู้ที่มาชุมนุม กับกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม ยังร้องเพลงชาติเพลงเดียวกันหรือเปล่า เราถูกสอนให้ร้องเพลงชาติมาตั้งแต่ขึ้นประถมปีที่ 1 และเราก็ร้องกันได้อย่างคล่องแคล่ว โดยที่หลายคนก็คงยังร้องผิดๆ กันอยู่
นอกจากนี้ยังไม่มีการตั้งสติ มีสมาธิ ให้ความหมายกับคำร้องอย่างจริงใจเลย ร้องกันเป็นเครื่องจักร ผมก็เป็นเช่นนั้น จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบนี้ขึ้น ผมตั้งใจร้องเพลงชาติเหมือนจะให้กลายเป็นบทสวดบทหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน เลิกทำร้าย ด่า ว่า ทำลายกันและกัน
ดูเหมือนว่าคำภาวนาของผมจะมีแต่นายกฯ อภิสิทธิ์เท่านั้นที่ได้ยิน ส่วนทางด้านแกนนำทั้งหลายดูจะไม่รู้จักเพลงนี้กันเลย โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “…อยู่ดำรงคงไว้ได้ ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี...”
และทุกครั้งที่ได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี เราก็ยืนขึ้น บางคนก็ยืนตัวตรง บางคนก็ยืนเบี้ยวๆ พักขาข้างหนึ่งบ้าง เอามือใส่กระเป๋ากางเกงบ้าง ทำกันไปตามประเพณี ตามความเคยชิน ผมก็เป็นอย่างนั้น แต่มักจะยืนตรงแต่ในหัวก็คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปตามเรื่องรอให้เพลงจบก็นั่งลง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ได้ไปชมภาพยนตร์กับครอบครัวในขณะที่เหตุการณ์บ้านเมืองเริ่ม จะไม่ค่อยดีนัก ผมร้องตามและเมื่อถึงท่อน
“เย็นศิระเพราะพระบริบาล ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์ ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด จงสฤษฏ์ดัง หวังวรหฤทัย ดุจถวายชัย ชโย”
น้ำตามันก็ไหลออกมา เมื่อจำได้ว่ามีพระราชดำรัสเมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงขอบใจที่ทุกคนมาอวยพร แต่สิ่งทรงต้องการมากที่สุดคือความเป็นปกติของประเทศชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้ จะทำให้พระองค์ท่านต้องทรงเสียพระราชหฤทัยขนาดไหนเราทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดี กี่สิบปีแล้วตั้งแต่ที่ผมเกิดมาได้อยู่เย็นเป็นสุข ก็เพราะพระองค์ท่านทรงปกปักษ์รักษา
เพลงนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจ ลงลึกถึงระดับจิตใต้สำนึก ก่อให้เกิดความรู้สึกในทางที่ดี และสามารถเป็นตัวเชื่อมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวได้ เราควรให้ความสำคัญกับความหมายของคำ ทุกคำในบทเพลงนั้นๆ คำไทย ภาษาไทย เครื่องบ่งบอกเพียงอย่างเดียวที่บอกว่าเราเป็นชาติเดียวกัน
และถ้าเรายังพูดภาษาเดียวกัน ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน มีในหลวงพระองค์เดียวกัน ทำไมเราจะรักกันไม่ได้ ปรองดองกันไม่ได้
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



