
มองผ่านเลนส์คม - ไม่ได้เงินไม่ทำ
สถานการณ์บ้านเมืองที่มีผู้ก่อการร้ายทั่วประเทศทำให้ตลาดเพลงลูกทุ่งหมอลำเพื่อชีวิตพลอยซบเซาไปด้วยเพราะคนกลุ่มนี้หากินกับชาวรากหญ้า
งานเพลงใหม่ๆ ของนักร้องทั้งหลายเลยนิ่งๆ กันหลายคนในช่วงนี้ ค่ายเพลงก็งัดหากลยุทธ์ จับเอานักร้องมารวมฮิต ในลักษณะเอาเพลงดังมารวมหรือรวมกบนักร้องในค่ายเดียวกัน บางค่ายก็อาจจะจับนักร้องที่ไม่เคยร้องเพลงด้วยกันมาร้องคู่ร้องหมู่กัน
การรวมฮิตหรือไม่ฮิตต่างๆ มักจะทำกันในยามปกติอยู่แล้วเพื่อกระตุ้นยอดขายในรอบสองและแข่งกับแผ่นผีที่มันรวมฮิตทุกค่าย
ผู้บริโภคก็ได้เปรียบเพราะไม่ต้องไปไล่ซื้อทีละชุด จ่ายครั้งเดียวได้นักร้องหัวกระทิทั้งหมดกับเพลงดังๆ นับว่าเป็นเรื่องคุ้มสำหรับการจ่ายเงิน
แต่สิ่งที่ตะขิดตะขวงใจคือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่นับวันจะแสดงความมักง่ายหรืออ่อนด้อยทางปัญญาของแผนกประชาสัมพันธ์ค่ายเพลงต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ได้เรียนทางด้านการประชาสัมพันธ์แต่อาศัยเขียนข่าวเป็นหรือจิ๊จ๊ะกับนักข่าวเก่งก็ได้มาทำงานกัน
เวลามีข่าวเพลงชุดพิเศษหรือรวมฮิตพวกนี้ ก็จะตามมาด้วยข่าวว่า ศิลปินคนโน้นคนนี้ คืนกำไรให้แฟนเพลงหรือมอบของขวัญให้แฟนเพลงในเทศกาล ซึ่งดูเป็นการลำเลิกบุญคุณคนซื้อมากไปหน่อยทั้งๆ ที่ราคาก็ไม่ได้ลดลงเลย ถ้าจะคืนกำไรจริงๆ ลองขายในราคาใกล้ๆ ต้นทุน (ทั้งแผ่นทั้งปกต้นทุนราวๆ สิบกว่าบาทเท่านั้น) หรือขายยกโหลเหมากันถูกๆ อย่างนี้น่าจะเรียกว่าคืนกำไรจริงๆ
หรือถ้าบอกว่าเป็นการให้ของขวัญแฟนเพลงก็ต้องแถมให้ฟรีๆ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งจะถูกต้องกว่าจริงไหม
อีกประเภทหนึ่งคือพวกที่ทำเพลงตลกๆ หรือลามกออกมาแล้วตีข่าวว่า อยากให้ประชาชนฟังแล้วไม่เครียดในยุคที่บ้านเมืองเศรษฐกิจย่ำแย่ ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลกันเลย เพราะประชาชนก็ต้องเสียเงินซื้อเพลงมาฟัง
ถ้าจะเขียนข่าวว่าเป็นการคืนกำไรสังคม ที่เรียกว่า CSR หรือ Corporate Social Responsibility ก็ต้องเป็นกรณี อาทิ นักร้องดาราร่วมร้องเพลง ”ขอความสุขคืนกลับมา “ ของดี้ นิตพงษ์ ห่อนาค โดยไม่เกี่ยงค่ายและไม่รับค่าตัว เป็นต้น
ว่าถึงเพลงนี้แล้ว อยากจะถามถึงคนทำเพลงลุกทุ่งเพื่อชีวิตกันบ้างว่า นับตั้งแต่มีเพลง ”ไผ่รวมกอ” ของชาวอาร์สยามแล้ว ยังไม่เห็นว่าจะมีคนลูกทุ่งลุกขึ้นมาทำเพลงดีๆ เพื่อชาติให้สถานีวิทยุไปเปิดกันบ้างเลย
อย่าให้เขาค่อนแคะเอาได้ว่า คนลูกทุ่งถ้าทำงานแล้วไม่ได้เงินจะไม่ทำ
"นคร ศรีเพชร"



