
คมเคียวคมปากกา - พี่ ว.รอรัก
พี่ ว.รอรัก เป็นประโยคที่ผมมักนึกขึ้นได้เวลาที่คิดถึง หรือได้รับโทรศัพท์จาก วาณิช จรุงกิจอนันต์ นักเขียนคนสำคัญที่เพิ่งล่วงลับไปด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด
พี่ ว.รอรัก แน่ละว่า เลียนแบบมาจากชื่อเพลง ว.ค.รอรัก เพลงดังราวปี 2525 ร้องโดย วินัย พันธุรักษ์ “อีกหน่อย เธอก็จะลืมฉัน วันนั้นฉันพูดกับเธอไว้ เธอเถียงว่าเป็นไปไม่ได้ และจะไม่ลืมฉันเมื่อจบ ว.ค.”
เพลงนี้แต่งโดย เกื้อ อุตสาหกานนท์ คนอุตรดิตถ์ เพลงดังของเขา นอกจาก ว.ค.รอรัก ยังมี ทหารพิการรัก ร้องโดย มนต์รัก ชวัญโพธิ์ไทย, ขาดเธอพี่ระทม-สายัณห์ สัญญา, เสียงโห่เข้าหู-ศรเพชร ศรสุพรรณ
ว.ค. คือวิทยาลัยครู ยุคต่อมาเลื่อนชั้นปรับชื่อเป็นสถาบันราชภัฏ และเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏในที่สุด เรื่องของนามธรรม คำว่า “สถาบัน” นั้นก็มีหลายสถาบันนะครับ สถาบันราชภัฏ สถาบันครอบครัว สถาบันความงาม (ศัลยกรรม) ใครจะกล่าวหากันเรื่อง “ล้มล้างสถาบัน” นั้นอย่ามั่ว พูดให้ชัด มีพยานหลักฐานด้วยว่า “สถาบัน” ไหน...มั่วกันมาหลายสิบปี น่าเบื่อ
วาณิช จรุงกิจอนันต์ คิดไม่ถึงว่าเขาจะจบชีวิตง่ายๆ จู่ๆ ไม่ร่ำลา พบเขาครั้งหลังสุดก็ในงานศพ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี และสุวัฒน์ วรดิลก นั่งใกล้คุยกัน บางทีก็จับเข่าจับขา พบว่าเขาซูบซีดผิดปกติ เดาๆ อยู่ว่า อาจเป็นเพราะดื่มเหล้าแล้วไม่ค่อยกินข้าว
จากนั้นยังเคยอ่านข้อเขียนของเขา ว่าไปเที่ยวบ้านเพื่อนแห่งหนึ่งแถวสังขละบุรี ที่นั่นทิวทัศน์งดงามเสียจน “น่ามากินเหล้าตาย ถ้าผมอยากตาย คงเลือกมาที่นี่”
อ่านแล้วเอะใจว่าทำไม วาณิช จรุงกิจอนันต์ คิดถึงความตาย ทั้งที่ขณะนั้นชีวิตเขาอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง มีสังกัดแกรมมี่ และมติชน ซึ่งทั้งสองที่ เพื่อนนักเขียนด้วยกันรับรู้ว่าเขาอยู่ในตำแหน่ง “ที่ปรึกษา” ทั้งของประธาน “ช้าง” ขรรค์ชัย บุนปาน และประธานไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม “อากู๋” คำว่า “ที่ปรึกษา” นี้แปลว่า “เพื่อนกินเหล้า” สันนิษฐานว่า เขาคงรู้ตัวว่าป่วยมาหลายปีแล้ว แต่ไม่เปิดเผยต่อใครๆ ในขณะที่งานในตำแหน่ง “ที่ปรึกษา” ของเขาโลดแล่นอย่างมาก ดังที่เขาเขียนเรื่องของการเป็นเพื่อนอากู๋ไปกินอาหารแพงๆ เช่น ตับห่านจานละหมื่นห้า แล้วเอามาเขียนในมติชนวันเสาร์ ผมก็อ่านไปอิจฉาไปก่อนจะเข้าครัวทำน้ำพริกปลาร้า-ฮา
รู้กันว่าชีวิต วาณิช จรุงกิจอนันต์ พบความเปลี่ยนแปลงระหว่างอุบัติเหตุธุรกิจ-การเมือง เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์...
สมัยโน้น ปี 2524 วาณิช จรุงกิจอนันต์ ทำงานที่นิตยสารสตรีสาร ข้างวัดตรีทศเทพ ส่วนผมทำงานหนังสือพิมพ์รายวัน มีที่ทำการอยู่หน้าวัดตรีฯ ตอนพักกลางวันเลยได้มาเจอกันที่ร้านอาหารแถวนั้น เขาชวนผมดื่มเบียร์และคุยกันเรื่องเพลงลูกทุ่ง-ลูกทุ่ง-ลูกทุ่ง ในขณะที่ยุคนั้นในหมู่ปัญญาชนคนชั้นกลางจะต้องคลั่งไคล้เพลงเพื่อชีวิต ใครสนิทใจในเพลงลูกทุ่งดูจะเป็นคนเชยกระไรอยู่
ช่วงนั้นวาณิชยังผ่อนบ้านกับธนาคารอยู่ (ที่มาของนิยายเรื่อง เคหาสน์ดาว) ต่อมาผมลาออกจากงานหนังสือพิมพ์มาเป็นนักเขียนอิสระ (อิสระแปลว่าไส้แห้ง) ดูเขาห่วงใยผมอยู่ไม่น้อย พยายามหางานทำเงินมายัดเยียดให้ผมทำ เพื่อจะได้มีกะตังค์ใช้ ขณะที่ผมเองต้องการทุ่มเทพลังความคิด มันสมอง (ที่มีอยู่น้อย) ให้แก่การเขียนนิยาย ก็เลยไม่ค่อยตอบรับการช่วยเหลือของเขาเท่าไหร่ เช่น งานเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ให้ช่อง 7 ซึ่งวาณิชต้องการคนช่วย และเป็นคนที่เขาเชื่อมือ เขาคงน้อยใจอยู่บ้าง ทุกครั้งที่เจอกันเป็นต้องถามว่า นายทำอะไรอยู่วะ ผมตอบง่ายๆ ไม่ต้องคิดว่า “เขียนหนังสือ” เขาก็มองมาโดยไม่พูดอะไร แต่สายตาบอกว่า “มึงคงอดชิบหาย”...หึ หึ
กุมภาพันธ์ 2542 วาณิช รับเป็นวิทยากรในการเสวนาเปิดตัวหนังสือ คีตกวีลูกทุ่ง ไพบูลย์ บุตรขัน จัดที่กาญจนบุรี วันนั้นทุกคนมีความสุขในบรรยากาศริมน้ำแม่กลอง
บางวันเขาอ่านคอลัมน์ที่ผมเขียนเรื่องเพลงลูกทุ่ง วาณิชก็จะโทรมาพูดคุย แตกประเด็นคิดต่อ เบอร์โทรของเขายังอยู่ในเครื่อง
พฤษภาคม 2553 เขาจากไปแล้วในวัย 62 ปี ว.วาณิช อ่านคอลัมน์ผมแล้ว โทรมาคุยกันอีกได้นะ ผมยังไม่ลบเบอร์ เพราะ ว.วัฒน์ก็รอรักเช่นกัน
วัฒน์ วรรลยางกูร



