บันเทิง

ดูอะไรในรางวัลหนัง
คมชัดลึก อะวอร์ดส์ 2009 ?

ดูอะไรในรางวัลหนัง คมชัดลึก อะวอร์ดส์ 2009 ?

20 มี.ค. 2552

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คำถามหนึ่งที่ผมมักเจออยู่บ่อยๆ ตามวงเสวนาบ้าง ในชั้นเรียนนักศึกษาบ้าง

 หรือกับผู้อ่านที่ทักทายคุยกัน ก็คือ ชอบรางวัลไหนบ้าง เชื่อถือรางวัลไหนบ้าง และไม่สนใจรางวัลไหนบ้าง

 ทุกครั้งผมตอบตรงกันว่า โดยส่วนตัวไม่ใช่คน “คลั่งไคล้รางวัล” หรือยึดติดกับรางวัลสถาบัน ล่าสุด ออสการ์ที่ถ่ายทอดสดอยู่ในทีวี ผมยังเลือกนอนอ่านหนังสือบนเตียง โดยเหตุผลว่า ออสการ์ไม่ค่อยมีอะไรที่น่าตื่นเต้นมานานแล้ว (ทำนองใครเป็นตัวเต็ง ก็มักออกตัวนั้น)
แต่ถึงไม่ได้ยึดติดรางวัล ก็ขอประกาศตัวชัดเจนว่า โลกนี้ควรมีรางวัลแก่ทุกวงการ เหตุผลมีอยู่ข้อเดียว เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้สร้างงานดีๆ ออกมา จะรางวัลเล็กหรือใหญ่ ดังหรือไม่ดัง ถ้ามอบด้วยจิตที่เป็นกลาง ไม่มีเรื่องอามิสสินจ้าง ล้วนเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมมากกว่าขัดขวาง
ส่วนสถาบันไหน รางวัลใด จะมอบให้ใครแตกต่างกัน หรือเหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องของทัศนคติและความคิดเห็นโดยชอบธรรมของคนส่วนหนึ่ง และตัวรางวัลก็จะแสดงตัวตนในการค่อยๆ สร้างตัวให้คนยอมรับไปเอง (ถ้ามันดีจริง)

 ผมเคยมีประสบการณ์เป็นกรรมการหนังในบ้านเราทุกสถาบัน ตั้งแต่ชมรมนักวิจารณ์, สมาพันธ์ภาพยนตร์หรือสุพรรณหงส์ทองคำ, เทศกาลหนังนักเรียน, เทศกาลหนังบางกอก ฟิล์ม และล่าสุดที่กำลังสนุกสนานก็คือ คมชัดลึก อวอร์ด

 ที่ว่าสนุกสนานเพราะว่า คมชัดลึก อวอร์ด ลืมตาขึ้นด้วยเจตนาต้องการเป็นกำลังใจและส่งเสริมผู้สร้างหนังดีๆ ในแต่ละปี วันแรกที่รางวัลนี้คลอดออกมาจากท้องแม่ ผมจำได้ว่าตัวเองอยู่ข้างเตียง (เอามือเกาะขอบเตียง) ที่จำได้แม่นกว่าก็คือ มีการจัดงานกันเล็กๆ พอได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็ขยายวง เพิ่มพื้นที่ หาสถานที่ใหญ่ขึ้น และปีนี้ เราได้สถานที่จัดงานที่โรงละคร เซ็นเตอร์พ้อยท์ ที่เซ็นทรัล เวิลด์

 อันที่จริง คณะกรรมการสาขาภาพยนตร์นั้น ได้คำตอบและผู้เข้าชิงตั้งแต่วันปีใหม่แล้ว แต่ด้วยความวุ่นวายและการตระเตรียมงานในหลายสาขา ทำให้งานถูกเลื่อนมาจัดในปลายเดือนมีนาคม โดยที่คำตอบนั้น อยู่ในมือคณะกรรมการตั้งแต่ปีใหม่แล้ว

 ถามว่าคมชัดลึก อวอร์ด มีมาหลายปี ปีนี้ของรางวัลมีอะไรที่น่าสนใจหรือ ?
 ผมพยายามจะมองรายชื่อผู้เข้าชิงจาก 7 สาขา และหาแง่มุมว่า อะไรคือสิ่งที่น่าสนใจของตัวรางวัลปีนี้

 สิ่งหนึ่งที่ผมกลับสนใจมากกว่า ใครจะเป็นผู้ชนะก็คือ ปีนี้คือการปะทะกัน และสู้กันระหว่างหนังอินดี้นอกกระแส กับภาพยนตร์ในกระแสหลัก หรือนัยหนึ่ง หนังที่ผลิตโดยสตูดิโอ และค่ายหนังทั่วๆ ไป

 สี่แพร่ง จูงมือ ดรีมทีม มาดวลกับ แสงศตวรรษฯ และ wonderful town แน่นอนว่า ในส่วนของนักแสดงกับผู้กำกับจากทั้งสี่เรื่องและเรื่องอื่นๆ ก็ต้องเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้เข้าชิงด้วย

 การได้พื้นที่คนละครึ่งของหนังนอกกระแสกับหนังในกระแสปีนี้นั้น กลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดในสายตาของผม โดยที่ไม่ต้องไปแบ่งหรอกว่า อะไรดีกว่าอะไร ไม่ต้องไปถกเถียงด้วยว่า ดูหนังอินดี้และเจ๋ง ดูหนังตลาดแล้วควาย หรือดูหนังแนวไหนเจ๋งกว่าหนังแนวไหน

 เพราะความจริงก็คือ คุณดูหนังอะไรก็ได้ แนวไหน นอกในกระแส มันก็ได้หมด ขอเพียงมันจรรโลงจิตใจและความคิดคุณ ผมแอนตี้ความคิดที่ว่า ดูหนังนอกกระแสดูเจ๋งกว่าชมหนังในกระแส เพราะมันเป็นความคิดที่ผิด

 เราจะไปพูดได้หรือว่า คนเมืองฟังเพลงป๊อปร็อก ดีกว่าคนชนบทที่ฟังเพลงลูกทุ่ง เราจะไปแน่ใจได้แค่ไหนว่า คนฟังเพลงคันทรี่ ต้อยต่ำกว่าคนชอบเพลงคลาสสิก ถ้าคิดแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการมานั่งเถียงคอเป็นเอ็นว่า กีตาร์กับเปียโน อะไรดีกว่ากัน (เพราะมันดีเท่าเทียมกัน)

 ด้วยเหตุนี้ ผมถึงเสนอความคิดว่า จะเป็นหนังในหรือนอกกระแส มันก็เท่ากันถ้าคุณดูแล้วมันช่วยให้ความคิดเติบโต มันเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เราถกเถียงและได้แนวคิดเพิ่มเติม

 หนังอินดี้ห่วยๆ ก็มีเยอะครับ หนังตลาดดีๆ ก็มีถมไป

 ฉะนั้น ไม่ว่าหนังจากพื้นที่ฝั่งไหน จะได้รางวัลในค่ำวันที่ 23 มีนาคมนี้ ผมล้วนดีใจด้วยอย่างเต็มใจ ดีใจเพราะทุกเรื่องที่เข้าชิง เป็นหนังดีทั้งหมด

 ที่ไม่ดีก็คือ แมนฯ ยูฯ ดันแพ้ทีมแห้วแชมป์มา 19 ปีไป 4-1 แต่แมนฯ ยูฯ ชนะอินเตอร์ 2-0 ผมเลยไม่ต้องไปลงอู่ตะเภาแบบที่แฟนๆ "คม ชัด ลึก" อีเมลมาถาม (แฮ่)

 แต่น่าเสียดายนะครับ น่าเสียดายแทนแฟนหงส์ ปีนี้ชนะผีไปกลับ 2 นัด แต่ต้องนั่งมองแมนฯ ยูฯ ชูถ้วยในเดือนพฤษภาคม (ฮิฮิ)

"นันทขว้าง สิรสุนทร"
 [email protected]