
คมเคียมคมปากกา - ท่องทางวัฒนธรรม อีสานตอนกลาง
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ขั้น ๕ ค่ำ เดือนเจ็ด
ข้อเขียนนี้จะปรากฏใน คม ชัด ลึก ก่อนวันวิสาขบูชา (ปีนี้เลื่อนมาตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด) วันแห่งการบูชาพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ พระมหากรุณาธิคุณ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องในมหาวาระแห่งการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน อันเป็นวันที่อาจก่อแรงบันดาลใจให้ผู้คนคิดดี...ทำดี...
แม้ว่า...ก่อนจะถึงวันนั้น บ้านเมืองเรากำลังผ่านและกำลังพบกับสถานการณ์เลวร้ายอย่างน่ากลัวและน่าเศร้า การเผชิญหน้ากันอย่างดึงดื้อถือดี เอาแพ้เอาชนะ เอาเป็นเอาตาย ทำให้กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ศีลธรรมไม่เป็นศีลธรรม สงครามการเมืองหรือกลางเมืองอุบัติขึ้น ชนิดที่มิอาจจบลงง่ายๆ ศึกนี้ใหญ่หลวงและยอกย้อน ใครมาเป็นรัฐบาล ถ้าเจอกลเกมการเมืองเยี่ยงนี้ ก็ปวดกบาลด้วยกันทั้งนั้นแล...
พฤษภาคมเมื่อ ๑๘ ปีก่อน สถานการณ์เลวร้ายทางการเมืองก็อุบัติขึ้น ตอนนั้นผมก็ผู้หนึ่งที่เป็นฝ่ายประชาชนออกไปเดินบนท้องถนน ท้องสนามหลวงเพิ่งมีนิทรรศการสัปดาห์พระพุทธศาสนา เลือดจึงตกยางจึงออกใกล้ๆ วันวิสาขบูชา ใครจะคาดคิดว่าถึงพฤษภาคมปีนี้ ตัวเลขจาก ๒๕๓๕ เป็น ๒๕๕๓ เลือดจะตกยางจะออกใกล้ๆ กับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกครั้ง ซ้ำยังเป็นครั้งที่ร้ายแรงและจะยืดเยื้อเรื้อรังไปอีกนาน น่ากังขา...เหมือนว่าคนไทยนับถือพระพุทธศาสนาแต่เพียงในทะเบียนบ้าน แต่ไม่นิยมใช้ศาสนาพุทธหาทางออกจากปัญหา? บางเรื่อง...เราคิดต่างหรือ...บางที มิใช่คิดต่างอะไรหรอก เราอาจไม่ได้คิดเสียด้วยซ้ำ แต่เราเข้าพวกหรือเข้าข้างต่างมากกว่า เมื่อเข้าพวกเข้าข้างต่าง ก็เอาพวกเอาข้างไว้ก่อนจนหน้ามืดตามัว หากพากันคิดสักหน่อย แม้จะคิดต่าง เราคงไม่ต้องเข่นฆ่ากันให้บานปลายถึงขนาดนี้กระมัง?
คนที่สติอารมณ์ไม่สงบ ถ้าได้สงบสติอารมณ์เสียบ้าง จะเห็นว่าตัวเองเลยเถิดเกินเหตุขนาดไหน?
ไม่อยากบ่นก็ต้องบ่นแหละครับ ยอมรับว่าเครียดและเศร้า แม้มิได้อยู่ในกรุงเทพฯ แม้ห่างไกลจากพื้นที่เสี่ยง แต่ยังรู้สึกตัวเองถูกกระทำไปด้วย ตกเป็นเหยื่อสถานการณ์ไปด้วย สงสารประเทศชาติ สงสารประชาชนที่น่าสงสาร แต่มิใช่เป็นคนขี้สงสารไปทั่วดอก เพราะหลายคนก็น่าเกลียดและน่ากลัวยิ่ง...
ครับ มาว่ากันที่ “ท่องทางวัฒนธรรม” อันนี้ผมว่าเอง เจ้างานเขาอาจใช้ “ทัวร์วัฒนธรรม” โดยกระทรวงวัฒนธรรม เขาจะจัดนำเที่ยวเส้นทางอีสานตอนกลาง ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นำพาคนสมัยใหม่ๆ ย้อนรอยทางเก่าๆ โดยวันก่อน คุณสุมาลี โพธิ์พยัคฆ์ ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ต่อสายชวนติดรถกระทรวงวัฒนธรรมสำรวจเส้นทางล่วงหน้า โดยการดูแลของวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น อ.อัจฉรา อ่อนจันทร์ และคณะ รวมทั้ง อ.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ และ อ.สุวัฒน์ จิตต์ปราณีชัย (ม.ขอนแก่น) อ.อ๋อย ธีรารัตน์ (วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์) คุณสุมาลี มณีไมตรีจิตร (ททท. ขอนแก่น)
ภายในเวลา ๑ คืน ๒ วัน วัด สิม ฮูปแต้มฝาผนัง และพระธาตุเก่าๆ เข้ามาในหัวสมองจนเกือบจะล้น พบสิ่งสวยๆ งามๆ ดีๆ มากมายระหว่างทาง หัวใจสมัยใหม่ได้สำนึกหัวใจสมัยเก่าที่ฝากไว้ในฝีมือช่างหรือศิลปะต่างๆ แม้ว่าระหว่างนั้น บางพื้นที่กรุงเทพฯ จะเริ่มห่างไกลสวรรค์...เข้าใกล้นรกเข้าไปทุกที...
ท่องทางจริงจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑-๔ มิถุนายน ศกนี้ โดยเชิญคนหลายกลุ่ม อาทิ นักวิชาการ นักศึกษา นักข่าว นักเขียน นักวาดรูป ร่วมขบวน บริการพาหนะ ที่พัก อาหาร ตลอดเส้นทาง ถึงวันนี้เขาคงคัดเลือกผู้ร่วมทางได้แล้ว หรือลองติดต่อคุณหน่อย สุมาลี ๐๘-๙๖๖๙-๓๙๒๑ เผื่อยังมีที่ว่าง...
รายการคร่าวๆ...เริ่มเที่ยงวันที่ ๑ มิถุนายน ที่โรงแรมแก่นอินน์ ฟังบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์อีสาน และเส้นทางวัฒนธรรมอีสานกลาง โดย ศ.ดร.สุวิทย์ ธีรศาศวัต เปิดงานนิทรรศการภาพเขียนที่หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ วันถัดมาชมภาพเขียนสีโบราณวัดไชยศรี วัดสนวนวารี ชมปราสาทเปือยน้อย (ขอนแก่น) ชมภาพเขียนสีโบราณวัดบ้านยาง วัดโพธาราม พักที่สวนวลัยรุกขเวช ใกล้พระธาตุนาดูน (มหาสารคาม) วันถัดมาชมภาพเขียนสีโบราณวัดโพธิ์ชัย (ร้อยเอ็ด) ชมเมืองฟ้าแดดสูงยาง พระธาตุยาคู พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว วัดภูค่าว ซึ่งสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ด้วยไม้ที่ได้จากเขื่อนลำปาว พักโฮมสเตย์กับชาวผู้ไทบ้านโคกโก่ง (กาฬสินธุ์) ระหว่างทางมีทั้งวิทยากรย่อย และการแสดงต่างๆ เช่น หนังประโมทัย และหุ่นกระบอก
ครับ งานนี้แม้ผมไม่ได้ไปซ้ำรอย แต่มีโอกาส คงจะได้เล่าบางเรื่องราวที่ได้พบเพิ่มเติม...
ไพวรินทร์ ขาวงาม



