
ผืนแดงแฝงความยิ่งใหญ่แต่แดงนี้คือแดงซูเปอร์แมน
ขณะที่ แบทแมน ในโลกของความฝันขับขี่ยวดยานล้ำสมัยในหนังหลายตอน แต่เมษายนปีที่แล้ว บ้านเรามี แบทแมนจำแลง มาโผล่ตัวช่วยนำเอารถแก๊สออกจากย่านดินแดง (ปีนี้ทำไมหายจ้อยล่ะ ออกมาช่วยชาวบ้านอีกสิท่าน)
ขอออกตัวก่อนว่า บทความนี้ไม่เกี่ยวกับเสื้อสีใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า สีแดงมักถูกใช้ในเชิงอำนาจและการเป็นฮีโร่ (ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนที่ใช้สีแดงทุกครั้งจะเป็นวีรบุรุษเสมอไป ยกตัวอย่าง แดงลิเวอร์พูล ปีนี้ตกกระป๋องได้อันดับ 7 อดไปบอลยุโรป ส่วนแดง อาร์เซนอล ที่ว่าจะได้อะไรนั้น ท้ายที่สุด แห้วหมดเลย)
แต่มีอยู่แดงหนึ่งในโลกของการ์ตูน comic ที่เขาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยแดงของตัวเอง นั่นก็คือมีผ้าคลุมสีแดง และทำความดีต่อชาติของตัวเอง
ฮีโร่คนนี้ไม่ใช่ลูกเศรษฐี ไม่ได้มีอาวุธไฮเทค ไม่มียวดยานใหญ่เล็ก ไม่มีคฤหาสน์หลังงาม ไม่มีคู่หูคอยติดตาม เขาคือซูเปอร์แมน วีรบุรุษมือเปล่าที่ยังครองความเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ‘ขวัญใจคนทั่วโลก’ มาได้ยาวนานจนถึงทุกวันนี้
“ซูเปอร์แมนอาจจะไม่เท่หรือเพียบพร้อมเหมือนกับซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆ แต่ไม่ใช่เพราะความธรรมดาสามัญหรอกหรือ ที่ทำให้วีรบุรุษใต้ผ้าคลุมผืนแดงผู้นี้เป็นฮีโร่ตัวจริงในใจของใครหลายๆ คน” แกรนท์ มอริสัน (Grant Morrison) นักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เจ้าของผลงานยอดนิยมอาทิ ออลสตาร์ ซูเปอร์แมน (All Star Superman) แบทแมน (Batman) และยอดมนุษย์กลายพันธุ์ (X-Men) กล่าวถึงหนึ่งในวีรบุรุษแห่งโลกการ์ตูนที่ผู้คนเชื่อถือมากที่สุด
แปลกใจไหมว่า แม้แต่นักเขียนการ์ตูนอย่าง ‘มอริสัน’ ยังไม่วายยกให้ซูเปอร์แมนเป็นวีรบุรุษในดวงใจของเขาด้วย…
อยากรู้เหมือนกันว่า ‘ฮีโร่ผ้าคลุมแดง’ แอบปล่อยพลังพิเศษอะไรออกมา คนทั่วโลกถึงได้หลงรักเขา ไม่เว้นแม้แต่นักเขียนการ์ตูนที่หาตัวจับยากอย่าง แกรนท์ มอริสัน
และเขาเริ่มต้นเล่าความหลัง ที่ตัดสินใจใช้สีแดงในการเป็นผ้าคลุมหลังซูเปอร์แมน เขาบอกว่าบ่ายวันหนึ่ง เขาใช้ผ้าคลุมสีแดงแปร๊ดออกไปเดินเล่นนอกบ้านและถูกมองจากหลายๆ คน ได้เป็นอย่างดี
บ้านของเขานั้นตั้งอยู่ในชนบทย่านเมืองกลาสโกลว์ (Glasglow) และวันนั้นเป็นช่วงฤดูร้อนของปี 1966 เด็กน้อยเดินอกผายไหล่ผึ่งออกจากบ้านอย่างภาคภูมิใจตามประสาเด็กๆ มีแสงแดดเริ่มสาดส่องลงมาจนกระทบผืนผ้าสีแดงที่คลุมหลังผมอยู่
เขาอยู่ในชุดซูเปอร์ฮีโร่รัดรูปสีน้ำเงินขลิบเหลือง ที่ทำขึ้นเอง มันตัดกับสีแดงสดของผ้าคลุมได้เป็นอย่างดี สำหรับภารกิจของผมประจำวันนี้ก็คือ สำรวจตรวจตราความเรียบร้อยตามท้องถนนแถวบ้าน โดยได้รับอิทธิพลมาจากซูเปอร์แมน
แกรนท์ บอกว่าบ่ายวันนั้น เขาเหมือนออกมาหาเรื่องใส่ตัว มีจักรยานหลายสิบคันเพิ่งแล่นฉิวผ่านหน้าผมไป มันเป็นของเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ พวกเขาโตกว่าผม เฮี้ยวกว่าผม แถมยังดูเท่กว่าผมอีก
ตอนที่จักรยานแล่นผ่าน ผมสังเกตเห็นสติกเกอร์วงรีสีเหลือง ตรงกลางเป็นเงาสีดำคล้ายรูปเปลือกหอยแปะอยู่ที่จักรยานเหล่านั้น...ไอ้พวกนอกกฎหมาย ไอ้พวกศาลเตี้ย...เสียงตะโกนดังก้องมาจากแก๊งจักรยานของเด็กชายกลุ่มนั้น
พวกเขาซิ่งพาหนะคู่ใจผ่านไปพร้อมทำท่าเยาะเย้ยพลางร้องลั่นว่า “แบทแมน”
ท่ามกลางสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ซูเปอร์ฮีโร่อย่างเขา ได้แต่รีบหันหลังกลับ แล้วค่อยๆ ซ่อนผ้าคลุมสีแดงงี่เง่าของตัวเองไปแอบไว้ข้างหลังตลอดทางกลับบ้าน นี่ล่ะ
พร้อมทั้งรู้สึกว่า แบทแมนคงจะมาแรงกว่าซูเปอร์แมน
อีก 20 ปีถัดมา เรื่องราวการชำระแค้นของมนุษย์ค้างคาวกับเหล่าวายร้าย ซึ่งเขียนขึ้นโดยแฟรงค์ มิลเลอร์ (Frank Miller) นักเขียนชาวอเมริกันที่โด่งดังสุดๆ ในยุค 80s ก็ถูกนำกลับมาถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์มอีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า The Dark Knight Returns
การกลับมาของ ‘อัศวินแห่งรัตติกาล’ ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะทำให้ ‘วีรบุรุษที่บินได้’ กลายเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดที่ปิดหูปิดตาทำตามคำสั่งของแบทแมนไปโดยปริยาย
มิลเลอร์ คือผู้คืนชีพมนุษย์ค้างคาวฉบับปี 1930 และ 1970 ให้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในฐานะตัวเอกของเรื่องเล่าแนวดราม่าให้แง่คิดสอนใจในช่วงปี 80
แต่มันเรื่องตลก เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่มีคอมพิวเตอร์คอยตกแต่งอะไรได้หมด
เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถปรับเปลี่ยนผ้าคลุมสีแดง-เหลืองธรรมดาๆ ของซูเปอร์แมนให้กลายมาเป็นผ้าผืนแดงประดับคลื่นดาวและแถบขาวแบบธงชาติสหรัฐฯ ได้อย่างง่ายดาย
ก็คงไม่แปลกอะไรหากยอดมนุษย์ผู้เคยเป็นวีรบุรุษในยุคหนึ่งอย่าง ‘ซูเปอร์แมน’ ที่ดูเหมือนจะมีเรตติ้งไม่ดี มีโอกาสกลับมาฮิตสูสีกับ แบทแมน ที่ก่อนหน้านั้น เคยมีนักวิจารณ์การ์ตูนดูแคลนว่า แบทแมนคือความทันสมัย ส่วนซูเปอร์แมนคือ ความล้าสมัย
ว่ากันว่า สีแดงในโลกของการ์ตูนนั้น มาฮิตระเบิดจริงๆ ก็คือปี 1978 ที่ ‘ซูเปอร์แมน’ ซึ่งแสดงโดย คริสโตเฟอร์ รีฟ (Chistopher Reeve) ทำให้ตัวละครเอกตัวนี้เจิดจรัสจนกลายมาเป็นต้นแบบของซูเปอร์ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม รักษาสัตย์ และยึดมั่นในความดีงามแบบอเมริกันชน และได้คำชมแบบว่า เป็น ‘สุดยอดวีรบุรุษเหล็ก’ (the Man of Steel) ผู้แบกรับปัญหาและภาระต่างๆ ของคนทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกผ่านไปเรื่อยๆ มีการ์ตูนที่ฮิตกว่าอย่าง สไปเดอร์แมน แบทแมน เอ็กซ์เมน ทำให้สังคมมองว่า จิตใจที่ดีงามและการยึดมั่นในคุณธรรมของ ‘ซูเปอร์แมน’ ไม่ต่างอะไรกับความโง่เขลา ไร้เล่ห์เหลี่ยม และไม่ทันคนซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนที่เด่นชัด
เป็นไปได้ว่า ความนิยมในตัวซูเปอร์ฮีโร่ผ้าคลุมแดง จึงมีไม่มากมายเหมือนในยุคก่อน ด้วยเหตุที่ฮีโร่ตัวใหม่ถือกำเนิดขึ้น เขาคือ ‘แบทแมน’ อัศวินแห่งราตรีกาล วีรบุรุษในเงามืดที่ผู้คนมองว่า ฉลาดหลักแหลม กล้าได้กล้าเสีย มีความเด็ดขาด และอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ ‘ซูเปอร์แมน’ จึงถูกถากถางว่า ดีจนเซ่อและเพ้อฝัน ไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงบนโลกที่ผู้คนต่างต้องดิ้นรน แก่งแย่งแข่งขันเพื่อเอาตัวรอด
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ ‘แบทแมน’ วีรบุรุษหัวแหลมผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับความโหดร้ายและสกปรกโสโครกในโลกแห่งความเป็นจริง
แกรนท์ บอกว่า "เอาเข้าจริงๆ แล้ว การจะเป็นฮีโร่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีใดๆ เลย"
มันขึ้นอยู่กับการกระทำ เพราะแม้สีดำของ แบทแมน จะสะท้อนถึงด้านที่หม่นหมองของชีวิต แต่มันก็เป็นสีดำ ที่คนจดจำเพราะว่าเขาสร้างความดีไว้มาก
“สีเป็นเพียงเครื่องหมาย สัญลักษณ์และโลกสมมติเท่านั้น” แกรนด์บอกไว้
นันทขว้าง สิรสุนทร
[email protected]



