
คมเคียวคมปากกา - เสียงแคนจากแมนชั่น
เขียนต้นฉบับวันพุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ แรมแปดค่ำ เดือนสี่
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน แวดวงเขียนอ่านต่างได้รับรู้ข่าวใหญ่ นั่นคือการล่วงลับของศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ หลังจากยืนหยัดยืนยงมาหลายทศวรรษ เหลือไว้แต่ผลงานจำนวนมาก หลากหลาย และเป็นแนวทางการประพันธ์อันแปลกใหม่
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีผู้เป็นศิลปินแห่งชาติ กล่าวยกย่องว่า นักเขียนท่านนี้คือ “อักขราจารย์” ของวงการประพันธ์ ผลงานของเขาจะถูกนำไปศึกษาอีกนาน แน่นอน เขายังไม่ตาย
จำได้หลายปีก่อน ได้มีโอกาสเดินทางขึ้นสวนทูน-อิน กับเพื่อนนักเขียนอีกสองคนคือ ขจรฤทธิ์ รักษา และ จตุพล บุญพรัด เป็นการเดินเท้าขึ้นไปอย่างมุ่งมั่น ด้วยมีนัดหมายล่วงหน้าแล้ว พวกเราต่างรู้สึกตัวเองเหมือนนักเรียนน้อยจาริกแสวงหาครูบาอาจารย์ ยิ่งเมื่อขึ้นไปถึงได้พบครูบาอาจารย์ตัวจริง ได้รับความเมตตาสนทนาด้วย ได้ค้างแรมในสำนักนั้น ยิ่งรู้สึกตื่นตัวและได้รับพลังใจใหญ่หลวง แม้ตอนได้รับ “ศิลปาธร” พร้อมขจรฤทธิ์ ท่านยังเมตตาโทรศัพท์ข้ามดอยมาแสดงความยินดี
ภาพฉากหนึ่งฉากน้อยเหล่านี้ยังตรึงใจ การจากไปของท่านจึงมิใช่ตายแล้วตายลับ หากเป็นการตายเพื่อดำรงอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ในความทรงจำผู้ใฝ่ใจในวรรณศิลป์
ครับ กลับมาที่ขึ้นหัวเรื่องไว้ “เสียงแคนจากแมนชั่น” ชื่อเหมือนบทกวี แต่นี่เป็นชื่อเพลงลูกทุ่ง ขับร้องโดย ไหมไทย ใจตะวัน เป็นเพลงไม่ดังแรงเท่ากับ “กับคนนั้นถึงขั้นไหน” หรือ “ใจบ่มักดี” แต่มักถูกพูดถึงอย่างชื่นชมในหมู่ผู้ลุ้นให้วงการเพลงลูกทุ่งพัฒนาขึ้น
แทนจะมีแต่เพลงรักเพลงใคร่ ชิงรักหักสวาท ด่ากันไปด่ากันมา เริ่มมีเพลงสะท้อนชีวิตและวัฒนธรรม มีความเป็นกวีมากขึ้น มีรสชาติศิลปะใหม่ๆ ทำให้โลกการฟังเพลงลูกทุ่งคลี่คลาย
“เสียงแคนจากแมนชั่น” แต่งโดย วีระ สุดสังข์ ครูและกวีแห่งภาคอีสาน คงเพราะเป็นเพื่อนกับ สลา คุณวุฒิ จึงได้รับโอกาสนี้ ตั้งแต่สมัยแต่งเพลง “กำแพงปริญญา” ให้ ต่าย อรทัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครูสลาเองก็พยายามเอื้อโอกาสเพื่อนหลายคนซึ่งมีความเป็นกวี แม้ว่าเพลงที่มีความเป็นบทกวี อาจฟังยากและเป็นจุดขายน้อย แต่ถึงจุดหนึ่งแล้ว เพลงแบบนี้จะเป็นเสน่ห์ และสามารถยกระดับพัฒนาทั้งตัวนักร้อง ค่ายเพลง และวงการเพลงลูกทุ่ง
วีระ หรือในอดีตใช้นามปากกา ฟอน ฝ้าฟาง ร่วมยุคกับ ซึ้ง ซมซาน (ทั้งฝ้าฟาง ทั้งซมซาน อะไรจะปานนั้น) เขาเองเป็นเพื่อนผมด้วย ตอนเพลงชุดนี้วางแผงใหม่ๆ เขารีบส่งข่าวให้ผมซื้อฟัง ผมฟังแล้วออกปากชม นี่เป็นเพลงที่ดี นี่เป็นเพลงที่จะดังในอนาคต
เขาแอบส่งข่าวบ่อยๆ เพลงของเขามาแรง ติดอันดับโน่นอันดับนี่ ก็ได้แต่ปลื้มใจไปกับเขา ตามประสาคนที่นานๆ แต่งเพลงที ย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา ย่อมแอบลุ้นเป็นธรรมดา เหมือนผมนั่นแหละ มีเพลง “ไหมแท้ที่แม่ทอ” ขับร้องโดย ต่าย อรทัย เพลงเดียว ก็ตื่นเต้นไม่รู้หยุดไม่รู้หย่อน ไม่รู้ว่าเพื่อนที่แต่งเพลงดังๆ เยอะๆ จะตื่นเต้นแบบนี้ไหม (๕๕๕)
“เสียงแคนจากแมนชั่น” เพียงชื่อก็บอกเรื่องเล่า แคนคือชนบท แคนคืออีสาน แมนชั่นคือเมืองหลวง สองสิ่งนี้เหมือนขัดแย้ง แต่กลับกลมกลืนกันอยู่ในที โดยเฉพาะโลกสมัยใหม่ที่เคลื่อนเปลี่ยนชนบทกับเมืองให้คละเคล้ากัน
สมัยอยู่เมืองหลวง ผมเองเคยอาศัยแมนชั่น แม้ไม่เคยได้ยินเสียงแคน แต่รู้ว่ามีคนบ้านเดียวกันร่วมอาศัยอยู่มาก บางวันได้ยินเสียงหมอลำ บางวันได้กลิ่นปลาร้า ถึงส่วนตัวจะไม่ได้ทักทายกันสนิทสนม แต่เสียงและกลิ่นเหล่านี้ สามารถทำให้เราถูกชะตากันได้ง่าย
หลายปีที่แต่งกลอน ผมสะท้อนเรื่องราวทำนองนี้บ่อยๆ จนกลายเป็นแนวทางหนึ่งระหว่างเมืองและชนบท เช่น “เขาร้องเพลงลูกทุ่งให้เมืองฟัง” “สาวอีสานในร้านอาหารญี่ปุ่น”
ฟัง “เสียงแคนจากแมนชั่น” แล้ว ซึ้งครับ คิดถึงบ้าน ดีใจกับเพื่อนทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้ง ไหมไทย ใจตะวัน นักร้องหนุ่มผู้มีโอกาสกับเพลงนี้ และขับร้องได้อย่างมีเสน่ห์
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



