
คมเคียมคมปากกา - ติดฝน
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ แรม ๑๓ ค่ำ เดือนหก
เมื่อวานติดฝนทั้งวันครับ...มิได้ติดสาวนักร้องชื่อฝนดอก ติดฝนตกหนักจริงๆ ยังผลให้ต้องติดเบียร์และติดเพื่อนไปในตัว แหม...ก็แค่ขี่สกูปี้ไอไปเยี่ยมเพื่อนที่ทำร้านอาหาร ทักทายกันเล่นแล้วทำท่าจะกลับ ฉับพลันลมก็มา ฝนก็มา ฟ้าแลบก็มา ฟ้าร้องก็มา ฟ้าผ่าก็มา น่ากลัวเพราะร้านอยู่กลางทุ่ง ต้องปิดเครื่องโนเกีย นั่งสนทนาธรรมกันใต้เพิงหญ้าแฝก ตั้งแต่บ่ายยันค่ำ พอฝนซาฟ้าใสจึงเปิดเครื่องโนเกีย พอดีเมียก็ต่อสายเข้ามาถามด้วยความสงสัย ทำไมต้องปิดเครื่อง? แหะ...แหะ...ติดฟ้ากะฝนอยู่น่า...(๕๕๕)
นานๆ ได้ออกไปนั่งดูฟ้าดูฝนสักที รู้สึกแปลกประหลาดมหัศจรรย์ในวันเครียดๆ กับบ้านเมือง...ฟ้าอาบน้ำให้แผ่นดินอีกแล้ว...ได้มีดวงตาแลเห็นลมอีกต่างหาก เพื่อนวัยกลางคนรำลึกถึงวัยเด็ก ตอนเป็นเด็กเวลาฝนตกฟ้าร้องกลางท้องทุ่ง ความน่ากลัวเกาะกุมใจ ต้องวอนฟ้าไหว้ดินขอความคุ้มครองดูแล แถวบ้านผมทางทุ่งกุลาร้องไห้นั้น จะพูดกันเป็นภาษาขแมร์ ประมาณว่า “โลกตานัวะ ซอมเจาซัวะพอง” เป็นคำสัมผัสคล้องจองขึ้นใจ คำแรกผมไม่ค่อยแน่ใจความหมาย เพราะว่าตามคนเฒ่าคนแก่ แต่น่าจะหมายความทำนอง...เทวดาฟ้าดินเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ขอให้ลูกหลานได้ซุกหัวด้วยเถิด...
คนเมืองในบ้านช่องที่มีสายล่อฟ้า อาจไม่เคยรู้สึกถึงความน่ากลัวแบบนี้ แม้ตัวเองเมื่อจากบ้านนามาอยู่เมือง ความกลัวฟ้าแลบฟ้าร้องฟ้าผ่าก็น้อยลง นอกจากมีสายล่อฟ้า ยังมีความเข้าใจที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มันเป็นธรรมชาติเช่นนั้นเอง กระนั้นก็มิได้ประมาท ความเชื่อในเชิงเทวดาฟ้าดินเจ้าที่เจ้าทางยังคงมีอยู่ ไปไหนมาไหนอยู่ที่ไหนต้องภาวนา “โลกตานัวะ ซอมเจาซัวะพอง” เสมอ แม้เมื่อเข้ากรุงเทพฯ ยามมีสงครามการเมืองและกลางเมือง จะเดินเหิน จะขึ้นรถลงเรือ จะทำงาน จะกินข้าว จะเข้านอน ผมได้น้อมสำนึกบุญคุณสิ่งที่คุ้มครองดูแลชีวิตตลอดเวลา...ขอบคุณที่คุ้มครองดูแล...ขอขมาที่ผิดพลาดล่วงเกิน...
ชีวิตมีวันนี้ได้ ย่อมมีที่มาที่ไปไม่น้อย ผมชอบคิดถึงวัยเด็ก ด้วยบังเอิญเกิดมามีโลกวัยเด็กให้คิดถึงเป็นพิเศษ โลกวัยเด็กของผมคือทุ่งนาฟ้ากว้าง มันชัดเจนในตัวมันเอง สิ่งแวดล้อมทั้งลำบากยากจนหลอมให้น้อมเคารพยำเกรงฟ้าดิน มองธรรมชาติฟ้าดินยิ่งใหญ่ ชีวิตเราเพียงแค่ผู้ผ่านทางมาอาศัย...คนชนบทมักเป็นญาติกับธรรมชาติโดยวิถีชีวิต หมายมุ่งการอยู่ร่วม มิหมายมุ่งรุกรานเบียดเบียน...
ขณะเดียวกัน ก็พยายามทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมคนอื่น คนเกิดและเติบโตในเมือง เขาย่อมไม่มีทุ่งนาฟ้ากว้างให้คิดถึงเหมือนผม เขาอาจคิดถึงตึกรามบ้านช่องคุ้มตรอกซอกซอย ไม่เคยวิ่งหลบฟ้าแลบฟ้าร้องฟ้าผ่า แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาไม่เป็นญาติกับธรรมชาติ เขาย่อมรักและโหยหาธรรมชาติตามกำลังจิตใจของเขา ว่ากันว่าคนเมืองพอสะสมเงินทองได้บ้าง ก็ออกเที่ยวออกชมทุ่งนาป่าเขาแม่น้ำทะเล กระทั่งเลือกซื้อที่ทางปลูกบ้านทำรีสอร์ท อย่างที่ทางแถวปากช่องแดนโคราชนั้น เจ้าที่ดินส่วนไม่น้อยเป็นคนพอมีกะตังค์จากแถวกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์หยุดงานก็พาครอบครัวไปพักผ่อน ผมเคยผ่านไปเที่ยวแถวนั้น มีทั้งไร่องุ่น โรงแรม รีสอร์ท บ้านพักให้เช่า และที่ดินแบ่งขาย ชนิดที่ว่าราคาแพงระยับอย่างมิกล้าฝันทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ผมกลับไม่ฝันถึงการซื้อเชิงเขาเงาไม้สายธารมาทำรีสอร์ทส่วนตัว ถ้าจะฝัน...ผมฝันถึงแต่ท้องทุ่งนา สามารถทำประโยชน์ ขุดบ่อ เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกข้าว...ที่ทุ่งกุลาฯ ตอนนี้ก็ได้มรดกจากบรรพบุรุษส่วนหนึ่ง ยังไม่ได้ไปปรับทำอะไรก็ให้น้องทำนาแทน ส่งค่าแรงค่าปุ๋ยไปให้บ้าง แต่ละปีพอได้ข้าวทั้งแบ่งขายแบ่งกินและไว้ทำพันธุ์ ทุกวันนี้กินข้าวหอมมะลิจากนาของตัวเอง หรือบางทีญาติพี่น้องก็จัดหามาให้ กระทั่งเพื่อนฝูงที่ขับรถผ่านบ้านก็มักแวะนำข้าวสารมาทิ้งไว้ให้ ก่อนจะไปธุระส่วนตัวของเขา...ข้าวจากนาปลาจากน้ำ ยังคงเป็นของขวัญจากธรรมชาติ และจากญาติมิตรพี่น้อง...
เมื่อวานฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายเดือน...ผมจึงต้องติดฟ้าติดฝน ติดเพื่อน กระทั่งติดความคิดถึงวัยเด็ก ระหว่างนั้น หลังฝนซาเราก็เปิดเพลงลูกทุ่งเก่าๆ ใหม่ๆ ฟัง หลายเพลงทำให้คิดถึงความหลัง หลายเพลงทำให้คิดถึงความหน้า หลายเพลงทำให้คิดถึงความจริงเฉพาะหน้า บางคนปรารภว่าความไม่ปกติสุขของบ้านเมืองจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี เลือดจะตกคนจะตายอีกมาก ต่างรับรู้ถึงปัญหาความขัดแย้งที่เหมือนจะไร้ทางออก แต่เราต่างก็ต้องหาทางออกภายในจิตใจตัวเอง ทำการทำงานที่มีด้วยความหนักแน่นท่ามกลางคลื่นลม...เครียดนั้นเครียดแน่ เบื่อนั้นเบื่อแน่ แต่...ชีวิตยังต้องอยู่ และต้องไปข้างหน้า...
กบเขียดระงมเพลงพลบค่ำ...สัญญาณดนตรีชีวิต บ่งบอกว่าโลกยังกว้างใหญ่ ยังยิ่งใหญ่ ยังศักดิ์สิทธิ์ ยังสวยงาม และยังคุ้มครองดูแลมนุษย์ผู้ทั้งน่ารักน่าร้าย ในท่ามกลางความโกลาหล
คลายเครียด...รู้สึกดีที่ได้ติดฟ้าติดฝนเสียบ้าง แต่ถ้าติดน้องฟ้ากะน้องฝนละก็...ท่าจะไม่ดีเป็นแน่!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



