บันเทิง

มองนอกดูใน - สาวิกาสิกขาลัย...หนทางสู่ความเป็นอริยะ

มองนอกดูใน - สาวิกาสิกขาลัย...หนทางสู่ความเป็นอริยะ

12 พ.ค. 2553

สาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม กำเนิดขึ้นตามพุทธประสงศ์ที่ว่า "การเป็นอริยบุคคล ไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย" และนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ที่นิสิตสาวิกาสิกขาลัย หลักสูตรพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รุ่นที่

  เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา เสถียรธรรมสถานได้จัดการสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง สาวิกาสิกขาลัย...หนทางสู่ความเป็นอริยะ ซึ่งว่าที่มหาบัณฑิตที่จะเข้ารับการประสาทปริญญาในวันที่ 9 พฤษภาคม ทั้ง 11 คน ได้มาเล่าสู่กันฟังถึงเนื้อหาของวิทยานิพนธ์ที่ศึกษา อันล้วนแล้วแต่เป็นธรรมะ แต่เป็นธรรมะในมุมใด ศึกษาแล้วได้ผลอะไร แล้วผลงานวิชาการที่ได้นั้นทำให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมด้านในของตนเองอย่างไร โดยเนื้อหาของวิทยานิพนธ์ทั้ง 11 เล่มนั้นอยู่ใน 3 หัวข้อหลักคือ พุทธธรรมสู่ความพ้นทุกข์ (4 เล่ม) พุทธธรรมกับการดูแลสุขภาพกายและใจ (3เล่ม) และ พุทธธรรมนำทางชีวิต (4 เล่ม) โดยมี พระศรีสิทธิมุนี (พล อาภากโร) ดร. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมตตาเป็นประธานเปิดการสัมมนา และ พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) รศ.ดร. รองอธิการบดี พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร ดร. รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เมตตามาร่วมงาน รวมทั้งคณาจารย์ และผู้สนใจในธรรมและงานวิชาการอีกมากมาย

 และในช่วงท้ายของการสัมมนา เสถียรธรรมสถานได้เชิญ ศ.ดร.ระพี สาคริก นายกสภาสถาบันอาศรมศิลป์ และ รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ผู้อำนวยการศูนย์จิตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเครือข่ายที่มีแนวคิดในการดำเนินงานคล้ายกับสาวิกาสิกขาลัยได้มาร่วมพูดคุย โดยมีข้าพเจ้าเป็นตัวแทนของสาวิกาสิกขาลัย และนี่คือบางส่วนเสี้ยวของการสนทนาในวันนั้น

 “ผมโชคดีครับที่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ผมเป็นคนชอบเก็บตก ผมเป็นยาจกครับ ไม่ดูถูกของที่อยู่บนพื้นดิน ฉะนั้นมานั่งอยู่ตรงนี้ผมได้อะไรเยอะเลย แม้กระทั่งได้รู้ว่า วิทยานิพนธ์นั้น ผมไม่ได้ยึดติดอยู่กับมันเลย ผมกลับคิดว่าชีวิตคือวิทยานิพนธ์เล่มใหญ่แล้วมาเรียกผมว่าดอกเตอร์ ผมก็ไม่ใช่ดอกเตอร์อีกนั่นแหละ เพราะผมไม่ได้ต่อดอกเตอร์ ได้ทุนปริญญาเอกจากร็อกกี้เฟลเลอร์ ผมไม่ยอมไปด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่ใช่ดอกเตอร์ครับ ผมไม่ได้ยึดติดอยู่กับมัน การศึกษาชีวิตนี่แหละดีที่สุด มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่นี่ (ชี้ที่ตัวเอง) ไม่ได้อยู่ที่อื่น...

 เมื่อสองเดือนที่ผ่านมาผมยังไปเกี่ยวข้าวกับชาวนา ไปค้างอยู่กับเขา อายุ 88 แล้ว ยิ่งอายุมากยิ่งพลังเยอะ ถ้าเรามีจิตอิสระเท่านั้นเอง ถ้าเรารู้จิตตัวเอง เราก็รู้ได้ทุกเรื่อง  ไม่ต้องไปคุมอะไรหรอก ทำงานแล้วให้มันมีความสุขเถิด เท่านั้นเอง โดยเฉพาะทำงานลงไปอยู่ข้างล่างนี่แหละ อย่าไปดูถูกมัน มาก็มาจากนี่ (ชี้ที่พื้น) ไปก็ไปที่นี่...

 เมื่อตะกี้มีพูดอะไรกันหลายเรื่องเลย โดยเฉพาะพูดกันเรื่องชีวิต พ่อผมเก่งอย่างหนึ่ง พ่อผมมีจิตอิสระ รู้จักแยกแยะ ไม่เอามาผูกติดกัน เอาความรักความหลงแยกออกจากกัน เพราะเหตุว่าพ่อรักผม จึงเอาผมออกไปไว้กับคนอื่น ให้ไปตกทุกข์ได้ยาก ผมแข็งมาก สู้กับชีวิตตัวเอง สู้กับอะไรไม่ได้ ก็สู้กับกิเลสของตัวเอง...

 ถามว่าทานอะไร ก็ตอบว่าทานทุกอย่าง การไปกำหนดว่าไม่ทานโน่นนี่ มันก็ทุกข์ทั้งนั้นแหละ อย่าไปกำหนดมัน ทำใจให้มีอิสระ นี่แหละครับ ปริญญายิ่งใหญ่อยู่ที่นี่...

 ผมไม่อยากบอกว่าคนเราต้องตกผลึก แต่ให้ข้ามห้วยนี้ให้ได้ ซึ่งห้วยนี้ก็คือกิเลสในตัวเอง ข้ามไปสู่คุณประโยชน์ ข้ามไปสู่คุณความดี ถึงจุดหนึ่งแล้ว คนก็จะเป็นห่วงเราเสมอ นี่แหละคือครูชีวิตครับ...

 แล้วก็อย่าไปอยากข้ามห้วย ถึงเวลามันข้ามเอง เดี๋ยวมันข้ามเอง นี่คือหลักธรรมะครับ ต้องอดทน และเมื่ออดทน มันก็มีอดกลั้น ถ้าอะไรไม่ดีก็นิ่งเสีย ถือขันติ อย่าไปทำร้ายคนอื่นเขา…” ศ.ดร.ระพี กล่าว

 “เราเริ่มเกิดคำถามว่า เอ๊ะ! เราสร้างคนที่ออกไปเป็นคุณหมอแน่นอน แต่เขามีความเป็นมนุษย์ในความเป็นหมอด้วยหรือเปล่า เราสร้างทันตแพทย์ออกไปเป็นหมอฟันที่เก่งแน่นอน แต่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในหมอฟันหรือเปล่า หรือเห็นแต่โพรงฟัน ไม่เห็นใจหรือจิตทั้งของคนไข้และตัวเอง อันนี้เป็นคำถามที่เราใคร่ครวญกันพอสมควร แล้วทำท่าว่าเราจะผลิตคนดี คนเก่ง คนที่มีความสามารถ แต่ว่าสังคมเริ่มมีปัญหา ผมก็คิดว่าสิ่งที่เราเรียกว่าสมดุลในชีวิตมนุษย์ หรือที่เรียกว่าอยู่ข้างในใจนี้มันยังดีอยู่หรือเปล่า...” รศ.ดร.อนุชาติ กล่าว

 และส่วนหนึ่งข้าพเจ้าได้แลกเปลี่ยนไปว่า “สาวิกาสิกขาลัยเกิดขึ้นตามพุทธประสงค์ และขอยืนยันสิ่งนี้ไว้เป็นประวัติศาสตร์สำหรับนิสิตที่จะต้องทำงานต่อไป สาวิกาสิกขาลัยไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความทะเยอทะยาน แต่เป็นการเกิดขึ้นร่วมสมัยกับคนรุ่นใหม่ที่จะท้าทายว่า การเป็นอริยเจ้าไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย มีคนถามอยู่เนืองๆ ว่าถ้าเสถียรธรรมสถานไม่มีแม่ชีศันสนีย์แล้ว ใครจะเป็นธรรมทายาท แม่ตอบง่ายมาก คือ...

 คนอยู่ต้องทำงาน เหมือนอย่างที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงงานอย่างหนักใน 45 พรรษา แล้วพระองค์ก็ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน คนที่ทำงานต่อก็คือพุทธบริษัท ที่จะต้องทำงานให้เห็นว่าเราเป็นธรรมทายาทของพระองค์ ไม่ใช่เป็นอามิสทายาท...”
         ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์"

 ***รับสมัครนิสิตปริญญาโท รุ่นที่ 3 สาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม ด่วน จำนวนจำกัด ตั้งแต่วันนี้ถึง 22 พ.ค. 53 สอบถามรายละเอียดที่ โทร.08-0288-4931, E-mail [email protected]  <mailto:[email protected]> หรือ www.sksl.org <http://www.sksl.org/>