
'เวทีประกวดลูกทุ่ง'ไม่คึกเหตุ'ขาดกองหนุน-แรงเชียร์'
การประกวดร้องเพลงเวทีเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 6เพิ่งประกาศผู้ชนะเลิศกันไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รวมทั้งเวที อะคาเดมีแฟนเทเชีย หรือเอเอฟ ก็ใกล้จะเริ่ม ซึ่งการแข่งขันกันปั้นดาวประดับวงการนั้นมีมาอย่างไม่ลดราวาศอก รวมทั้งเวทีเดอะแชมเปี้ยน เคพีเอ็
ตรงกันข้าม เวทีการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างสีสันให้ประชาชนชาวบ้านร้านตลาด และปั้นนักร้องให้โลดแล่นก้าวสู่นักร้องอาชีพชื่อดังหลายคน ในระดับประเทศ และนักร้องลูกทุ่งจากเวทีประกวดเหล่านี้ หลายคนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนไทยในต่างประเทศ
ทว่ามีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังหลายๆ คน ล้วนเคยผ่านเวทีการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมาแล้ว รุ่นแรกอย่าง รุ่ง สุริยา สุนารี ราชสีมา อาภาพร นครสวรรค์ เอกพจน์ วงษ์นาค ฯลฯ ส่วนรุ่นต่อมาก็เป็น ยุ้ย ญาติเยอะ ตั๊กแตน ชลดา หญิง ฐิติกานต์ ต่าย อรทัย กุ้ง สุธิราช รัชนก ศรีโลพันธ์ และคนล่าสุด คือ ทราย อาร์สยาม ที่เกือบจะกลายเป็นนักร้องที่มาจากเวทีประกวดร้องเพลง และประสบความสำเร็จในอาชีพ โดยเธอเป็นผลผลิตมาจากเวทีการประกวดดาวรุ่งลูกทุ่งไทยแลนด์ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ประยงค์ ชื่นเย็น ศิลปินแห่งชาติปีล่าสุดกล่าวให้ความเห็นถึงการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งที่ซบเซามากในช่วงหลังๆ ว่ามีเหตุผลมาจาก การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งกับการประกวดแบบโหวต ทำกันทุกวันนี้มีคนแฟนคนละกลุ่มกัน
"การประกวดแบบโหวตนั้นเขาทำเป็นธุรกิจ การประชาสัมพันธ์ก็ต้องต่อเนื่อง แต่การประกวดแบบมีคะแนนโหวตนั้นมันจะทำให้ได้นักร้องที่ไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่พอหมดช่วงประกวดก็ไม่มีใครพูดถึงเอามาร้องเพลงไม่ได้ นอกจากเป็นดาราเท่านั้น การประกวดลูกทุ่งเป็นการประกวดเสียงร้อง ซึ่งทำกันในพื้นที่ไม่มีการโหมโฆษณาเท่าไหร่ อย่างมากก็มีประชาสัมพันธ์แค่ในพื้นที่ประกวด” ประยงค์กล่าวอย่างจริงจัง
ส่วนสาเหตุที่การประกวดร้องเพลงทุกวันนี้ คลายมนต์ขลังไปไม่เหมือนอย่างในอดีต ประยงค์มองว่าการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งมีประกวดกันมากในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ไม่มีการพูดถึงมาก ดังนั้นจะรู้กันในหมู่เท่านั้น
"ถ้ามีการประชาสัมพันธ์กันถึงๆ รับรองมีทุกจังหวัด อีกอย่างพอได้คนชนะเลิศไม่มีบริษัทห้างร้านมานำคนชนะไปปั้นต่อ ค่ายเพลงก็มักหานักร้องกันเอง นักร้องประกวดที่จะได้เข้าไปทำเพลงกับค่ายเทปจึงมีน้อย รายการทีวีที่มีการประกวด ถ้าสามารถมาช่วยส่งเสริมคนชนะให้ได้ทำเพลงก็จะทำให้สีสันของการประกวดเป็นที่พูดถึงและมีชีวิตชีวา”
รายการประกวดร้องเพลงที่ยืนยงคงกระพันมากว่า 10 ปี ทางช่อง 7 สี อย่าง ”ชุมทางเสียงทอง” ถือเป็นอีกรายการที่เป็นเวทีให้นักร้องดังในรุ่นนี้ได้ประลองฝีมือ พนม นพพร ผู้ผลิตรายการ กล่าวถึงรายการที่ยังคงมีอยู่จนทุกวันนี้ว่า
"ต้องยอมรับว่าทุกคนมาประกวดไม่ได้รับเงิน ชุมทางเสียงทองคนที่มาประกวดเขามาจากทั่วทุกสารทิศของประเทศขอให้เสียงดี ไม่ใช่มาประกวดเพื่อให้ญาติพี่น้องมาเสียเงินโหวต ใครที่เป็นลูกคนมีเงินเขาก็รับไว้ก่อน เพื่อเอาเงินจากการโหวต แต่การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งเสียงต้องดี เราทำตลอดแบบต่อเนื่องอลังการทั้งชุด มันคนละกลุ่มกัน ลูกทุ่งเขาไม่ดูแบบนั้น” พนมกล่าว
ถามต่อ ว่าแต่เหตุใดรายการประกวดเพลงลุกทุ่งจึงเหมือน ”สาละวันเตี้ยลง” ไม่ฮือฮาเหมือนในอดีต นายห้างเจ้าของค่ายนพพรซิลเวอร์โกลด์ กล่าวถึง เหตุผลในเรื่องนี้ว่าที่ไม่ฮือฮา เพราะไม่มีค่ายรองรับนั่นเอง
"อย่างผมรับได้เต็มที่ก็ 2 คน เราไม่กล้าที่จะประกาศว่า ถ้าชนะในรายการ ชุมทางเสียงทอง จะได้เป็นนักร้อง นักร้องที่มาประกวดก็มีผู้จัดการมา เขาทำกันเองในพื้นที่ลูกทุ่ง ไม่มีขาดช่วงหรอก แต่มันต้องคัด กลุ่มที่จัดประกวดน้อยลง ไม่มีสิ้นค้าสนับสนุน ไม่ใช่ดังแล้วมาเป็นนักร้องลูกทุ่งในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีนักร้องหมด เขาสามารถทำกันเอง ขายในจังหวัด อย่างรับงานมีค่าตัวจากที่เคยได้ 5,000 ก็ได้ 20,000 บาท หรือทุกโรงเรียนมีวงดนตรีก็รับงาน แต่บางทีไม่มีคนจ้าง เพราะเล่นแล้วก็ตีกัน” พนมกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน แดน บุรีรัมย์ ที่ถือว่าผ่านมาสามยุคของการประกวดร้องเพลงในวงการลูกทุ่ง และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ตัดสินรายการ ”ชิงช้าสวรรค์” ให้ความเห็นถึงการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งในวันนี้ว่า สาเหตุที่การประกวดหงอยเหงา เพราะประกวดร้องเพลงได้รางวัลมาแล้วไม่มีค่ายรองรับ
"มันไม่เหมือนเอเอฟที่เขากลั่นกรอง เอามาออกทีวีจนคนรู้จัก ทั้งเล่นละคร แต่ลูกทุ่งการรองรับไม่มี นักร้องเลยอยู่ระดับพื้นๆ ได้แต่ประกวดได้ถ้วยพอจบก็จบ เลยไม่มีการสืบสานต่อไม่มีค่ายเพลงรองรับ เมื่อค่ายมีนักร้องของเขาอยู่แล้ว ผมเคยเสนอทางเวิร์คพอยท์ให้ต่อยอด เขาคิดอยู่ แต่ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เขาอาจยังไม่มีเวลาพอที่จะมาต่อยอด“ แดนกล่าว พร้อมกับเสริมต่อ ว่าเหตุผลดังกล่าว ทำให้นักร้องลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆขาดช่วงไป
"แล้วเพลงที่ออกมาก็อยู่ในลักษณะไม่ต่างกัน มันเลยไม่กว้างไม่หลากหลายเหมือนเพลงลูกทุ่งที่เคยหลากหลาย หลากทำนอง เมื่อก่อนเขาไม่มีเงินแต่ทุกคนทำด้วยตัวเอง ทำให้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เกิดแนวเพลงของแต่ละนักร้องขึ้นมา นักร้องในปัจจุบันถ้าไม่ได้ฟังเพลงตลอดจะจำนักร้องไม่ค่อยได้” แดนกล่าวสรุป



