บันเทิง

หนังโฆษณากับ Star Experience 
วิธีคิดแบบ Hi-lifestyle

หนังโฆษณากับ Star Experience วิธีคิดแบบ Hi-lifestyle

07 พ.ค. 2553

ตอนที่ก้าวเท้า (ซ้าย) เข้าไปใน Heineken experience shop ที่อัมสเตอร์ดัมนั้น ผมรู้สึกสงสัยเหมือนตอนที่ก้าวเท้าขวาไปในดิสนียแลนด์หลายๆ แห่ง แน่นอนว่ารวมทั้งเข้าไปในบิ๊กสโตร์ของ Apple ที่ลอนดอนด้วย

  ที่เคยสงสัยนั้นก็เพราะทำไมคนทำงานที่ดิสนีย์แลนด์ถึงตัวเตี้ย (ก็เพราะเขาอยากให้คนไปเที่ยวรู้สึกอยู่กับตัวละครในสวนสนุกและมี power) ที่เคยสงสัยว่าทำไม apple ถึงมีบรรยากาศเหมือนล่องลอยอยู่ในเครื่องมือสื่อสาร (ก็เพราะเขาต้องการให้มนุษย์สัมผัสได้ถึงโลกเทคโนโลยี)

 ความรู้สึกแบบนี้ มาเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อช่วงสายวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งผมไปเที่ยว Heineken experience shop ที่มีขนาดเล็กกว่าพารากอน แต่ใหญ่กว่าสยามเซ็นเตอร์
ทันทีที่เข้าไปในนั้น สิ่งที่เข้ามา touch ตัวคุณอย่างแรกคือกลิ่นของฮอฟ เหมือนกลิ่นของหญิงสาวทางตะวันตก ที่เดินสวนเราไปแล้วลมพัดผ่านตัวเธอทำนองนั้น

 ผมไม่ค่อยอยากเรียก Heineken experience shop ว่ามิวเซียมนะ เพราะคิดว่ามันมีความหมายมากกว่าพิพิธภัณฑ์บอกความสำเร็จ แต่แง่มุมที่น่างัดแงะมาพูดก็คือ ทำไมฝรั่งที่นู่นถึงแห่กันไปซื้อบัตรต่อแถวยาว (แรกๆ ผมคิดว่ามันบ้าป่าววะ)

 แหม ต่อคิวยาวเหมือนเด็กๆ ต่อแถวอยากไปเจอปีเตอร์ แพน หรือกัปตัน ฮุค
 ทว่า หลังจากผ่านประตูเข้าไป เราจะเห็นเรื่องราวต่างๆ มากมาย ตั้งแต่แรงบันดาลใจในการต่อสู้, การรักษาคุณภาพของสินค้าที่ไม่ลงไป “นัวเนีย” กับตลาดล่างเพื่อให้ได้ยอดขาย, การส่งไม้ต่อรุ่นสู่รุ่นมา 4 รุ่นแล้ว (ถ้ารุ่นที่ 5 ไม่มี ส่งต่อให้ผมก็ได้ gu จะดูบอลลูกเดียว - ฮา)

 ชื่อสินค้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักของเทศกาลดนตรีบ้านเรา มาจนถึงฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เนชั่นทีวีและไฮเนเก้นจัดกิจกรรมรายงานสารคดีฟุตบอลทริปนี้นั้น มาจากต้นทางที่ชื่อ ฟาน เฮนรี ปิแอร์ ไฮเนเก้น แต่รุ่นที่ 3 คือรุ่นที่ทำให้สีเขียวของเบียร์ชื่อนี้ ดังเป็นพลุแตกและแจ้งเกิด

 แน่นอนว่า ในช็อปที่เข้าไปดูเกือบ 2 ชั่วโมงนั้น เราต้องเห็นกระบวนการผลิต แต่มันสำคัญตรงนี้ครับว่า ผมว่าสิ่งที่ผมได้ประโยชน์เชิงความรู้มากกว่าการรู้เรื่องผลิตเครื่องดื่มคือ “วิธีคิด” ในแบบ hi-lifestyle ในแง่ของการ presentation

 มีบ้างบางครั้งที่ผมถูกเชิญไปดูงานและพบการอธิบายข้อมูลจนเกือบหลับ (ล่าสุดก็ในงานเอ็กซ์โปที่จีน) แต่ที่ star experience shop ที่อัมสเตอรดัม เขาใช้รสนิยมในการผลิตสินค้ามาสร้างรูปแบบการบอกเล่าด้วย “การเล่าเรื่อง” เหมือนหนัง adventure เรื่องหนึ่ง

 พอเข้าไปก็ได้กลิ่นหอมๆ บางอย่าง พอก้าวต่อไปก็เจอแผนที่ว่าตัวเองกำลังอยู่ตรงไหนของโลก เสร็จแล้วก็ไปเจอพระเอกนางเอก (ซึ่งก็คือ คนที่สร้างประวัติศาสตร์ของพวกเขา), แล้วก็ไปเจอตัวตลกมาแนะนำอยู่หน้าบาร์ (อันนี้ชอบที่สุด) เพราะเขาจำลองสถานการณ์

 หนังจะมีสูตรการเล่าเรื่อง 6 จุด หนึ่งในนั้นคือ turning point เขาก็ให้คนดูเผชิญอะไรสนุกด้วยการดูหนังสั้นๆ ที่ตกไปในน้ำ (ถังเบียร์) ผ่านความหนาวร้อนไปด้วย ก่อนจะไปโผล่ตัวบนขวดภาชนะ ก่อนจะพบว่า อ้าว เสือกมีงานปาร์ตี้รอเราอยู่

 ภาษาแบบโฆษณาที่หนัง we are นิตยสารโปรดของเอเจนซี่ตะวันตกเขาเรียกคือ hi-lifestyle คือเอาไลฟ์สไตล์ยุคใหม่มาเล่นกับการพรีเซ็นต์ และค่อยๆ หยอดใส่ข้อมูลความรู้เข้าไป ประโยชน์ของมันคือ คนจะสนุกไปกับข้อมูลมากกว่าเบื่อหน่ายกับประวัติศาสตร์

 อันที่จริง ก่อนเนชั่นฯ ส่งผมเดินไปทางไปกับทริปสุดยอด star experience นั้น ผมเคยคิดจะเขียนสกู๊ปใหญ่ยาวเรื่องวิธีคิดของหนังโฆษณาไฮเนเก้นมานานแล้ว เพราะถ้าคุณดูซีรีส์ย้อนหลังจะพบว่า มันมีไลฟ์สไตล์และวิธีการคิดง่ายงาม และล้ำสมัยมาก
 
 คำว่า hi-lifestyle นั้น ผู้ที่นำมาใช้ต่อมาคือ นิตยสาร Time โดยออกเล่มพิเศษกลางปี 2008 เพื่อบอกกับโลกของผู้บริโภคว่า นับจากยุค facebook + twitter นี้ไป ใครจะค้าจะขาย จะซื้อจะใช้อะไรนั้น ต้องคิดใหม่และห้ามเชย

 ไลฟ์สไตล์คนเมืองค่อยๆ เปลี่ยนแล้ว metro กำลังจะตาย urbanista จะกลับมาครองเมือง สิ่งของที่นิยมกันบางจะค่อยๆ หนาขึ้น ทุกอย่างสวิงกันไปมาแบบนี้

 แต่สิ่งซึ่งจะคลาสสิกและอยู่ไปไม่จบสิ้นคือคุณภาพ และเรื่องราวที่ไม่อาจลืมก็คือ “ประสบการณ์” ที่ถูกนำมาถ่ายทอดบอกเล่า

 แม้ (ไอ้) คุณ pop และ (ไอ้) คุณเอ้ เจ้าหน้าที่และไกด์ทัวร์จะยกเอาๆ น้ำข้าวบาร์เลย์ที่ให้ดื่มฟรี แต่ผมขอบายก่อน เพราต้องเขียนบทความชิ้นนี้ที่สนามบินอัมสเตอร์ดัม ขืนกินอะไรไปมากๆ อาจจะเบลอๆ เขียนเรื่อง star experience เป็นเซ็กส์ช็อป จะกลายเป็นประสบการณ์อีกแบบไป

 ใครได้ไปอัมสเตอร์ดัม ลองไปเที่ยวดู ที่นั่นผู้คนแต่งสีส้ม และไม่คิดปิดถนน
 สวัสดี

"นันทขว้าง สิรสุนทร"