บันเทิง

มองโลกแบบวิกรม - “เรียนรู้ประวัติศาสตร์บ้านเมืองสู่หนทางความสงบ”

มองโลกแบบวิกรม - “เรียนรู้ประวัติศาสตร์บ้านเมืองสู่หนทางความสงบ”

07 พ.ค. 2553

ช่วงสัปดาห์นี้ปัญหาบ้านเมืองของเรามีท่าทีผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปบ้างจากช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม - เมษายน ประชาชนคนไทยที่รักความสงบทั้งหลายเริ่มมีความหวังที่จะกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ผมก็มีความหวังอยากให้คนที่มีหน้าที่ช่วยกันทำให้บ้านเมือ

  สมัยกรุงศรีอยุธยาเราเสียกรุงให้แก่พม่าไปถึงสองครั้ง  ขณะนั้นพม่ามีความเข้มแข็งทางการเมืองและการทหารมากที่สุด  และกรุงศรีอยุธยาเกิดความแตกแยกภายในเนื่องจากผู้ปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่างก็แย่งชิงความเป็นใหญ่กันเอง  ทำให้บ้านเมืองเราสูญเสียกำลังพลไปมาก  ในระหว่างการรบที่เป็นสงครามกลางเมืองดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสรุปไว้ว่า "ไทยอ่อนกำลังลงด้วยการจลาจลในประเทศไทย  ด้วยกันมุ่งหมายกำจัดพวกเดียวกันเอง  เนื่องจากการแย่งชิงราชสมบัติมาหลายซับซ้อนนับ ตั้งแต่สิ้นสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยาจึงทรุดโทรมลงเป็นลำดับ"  จึงทำให้พม่ามีโอกาสได้เปรียบประเทศไทยมากขึ้น 

 ข้อสังเกตว่าหากขณะนั้นกรุงศรีอยุธยามีความสามัคคีกัน  ผมเชื่อว่าโอกาสที่คนไทยจะเสียกรุงก็อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้    เราตั้งประเทศไทยมาเกือบ 800 ปีแล้ว  ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาถือเป็นช่วงที่ไทยเราอ่อนแอที่สุด  จนนำไปสู่ความล่มสลายของการเป็นเมืองขึ้นต่อพม่า  ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายของประวัติศาตร์ไทย  ที่เรามีเอกราชมายาวนานผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงทุกวันนี้เกือบ 800 ปีแล้ว  แต่มีช่วงเดียวที่เกิดความอ่อนแอ  จนนำไปสู่การที่พม่ายึดกรุงไปได้ 

 ฉะนั้นวันนี้หากเราย้อนกลับไปดูอดีตที่เปลี่ยนไป  แล้วเราจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดายกับความผิดพลาดของผู้บริหารหรือผู้นำในยุคนั้นว่า  ถ้าทุกคนเข้าใจถึงผลลัพธ์การสูญเสียชีวิตของชาวไทยและเอกราชของประเทศ  ผมเชื่อว่าทุกคนในตอนนั้นจะไม่เห็นแก่ตัว  และจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่รักไม่สามัคคีกันอย่างแน่นอน 

 มนุษย์จะต้องมองวันนี้ไปสู่พรุ่งนี้เสมอ  เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าวันนี้  ผมมักจะภูมิใจในความเป็นคนไทยเสมอ  เมื่อเรามองภาพสังคมโลกช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมานี้  ประเทศไทยสามารถมีเอกราชรอดพ้นจากการล่าเมืองขึ้นจากตะวันตก  เพราะคนไทยมีความสามัคคี  มีความร่วมมือกันที่ดี  โดยเฉพาะในยุค ร.5 ที่พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์  เป็นกษัตริย์องค์แรกของเอเชียที่เดินทางไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศในยุโรปถึงรัสเซีย    ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ไม่ถูกยึดครองจากมหาอำนาจตะวันตก  เรียกได้ว่ายุครัตนโกสินทร์เป็นยุคที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง  รู้จักบริหารจัดหารกับมหาอำนาจต่างๆ ที่จะเข้ามาบุกรุกครอบครองประเทศสยามของเรา  ให้สามารถมีทางออกอยู่รอดปลอดภัยและมีเอกราช  จากการเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกมาจนถึงทุกวันนี้ 

 ชาวโลกกำลังจับตามองประเทศไทยกันอย่างงงงวย  เพราะว่ามีคนมากมายที่เคยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว  ทำธุรกิจการงานในประเทศไทย  คงจะคิดไม่ถึงว่าประเทศไทยจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น  เพราะประสบการณ์ของชาวต่างประเทศทั่วโลกที่มีกับประเทศเรา  ที่เขาเรียกว่าแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม หรือ Land of smile  ที่มีจิตใจเอื้ออาทร  เพราะชาวต่างชาติเหล่านั้นเขาไม่ค่อยเคยเห็นคนไทยทะเลาะหรือทำร้ายกันเลยในช่วง 10-30 ปีที่เขาเดินทางไปทั่วประเทศไทย  หรือเขาพำนักอยู่ในเมืองไทย  ทุกคนเห็นความรักความมีน้ำใจของคนไทยทั้งสิ้น

  ผมอยากให้คนไทยหาทางออกในวิกฤตินี้ให้ได้  เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไร้คุณค่า  ไม่มีประโยชน์อะไรเลย  เพราะคนไทยเราทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง  สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมมองไม่เห็นมือที่สาม  ไม่เห็นมีประเทศอื่นประเทศใดมาเกี่ยวข้อง  และผมมองไม่เห็นด้วยเหตุผลใดที่คนไทยจะมาทำร้ายชีวิตคนไทยเราด้วยกันเอง  ดังนั้นวันนี้จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายถ้าหากเราทำปัจจุบันให้กลายเป็นอดีต
 
 วันข้างหน้าหากเราจะไปร้องไห้  เราจะไปขอโทษ  เราจะไปแก้ไข  เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ทำไม่ได้เสียแล้ว  ความรู้  ความคิด  ความเจริญของสังคมเราได้เข้าไปสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่มีความเจริญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย  แต่กลับกลายเป็นว่าคนไทยเรามีความคิดที่ถอยหลังเข้าคลอง  มีความคิดที่เห็นแก่ตัว  ไม่มีเหตุและผล  ที่กำลังทำร้ายบ้านเราเอง  เผาบ้านเราเอง  ในขณะที่บ้านเราวันนี้กำลังไฟไหม้  มีแต่คนที่สาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟที่กำลังเผาบ้านเรา  เรามีแต่พูด  มีแต่ตะโกนว่าไฟไหม้บ้าน  แต่จะมีสักกี่คนที่จะเข้าใจว่าเราควรจะทำอะไรกับบ้านเราที่กำลังไฟไหม้  เราควรจะทำอะไรกับบ้านของเราที่จะล่มสลายด้วยมือเราเอง 

 ตอนสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเรายังมีข้ออ้างว่าคนไทยเกิดความอ่อนแอ  พม่ามีความเข้มแข็ง  พม่ามายึดครองบ้านเมืองเรา  แต่วันนี้ไม่มีพม่า  ไม่มีผู้อื่น  แต่มีเฉพาะคนไทยที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง  แต่เราเอาเสื้อคนละสีมาสร้างความต่างในความคิดแล้วทำร้ายตัวเราเอง  ผมไม่คิดเลยว่าจะเป็นความคิดของคนไทยในยุคนี้  ซึ่งเราเรียกตัวเราเองว่าเป็นยุคที่เจริญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมากว่าเกือบ 800 ปี   เป็นความคิดที่ล้าหลังและเห็นแก่ตัว  ที่มองด้วยสายตาอันสั้นมากที่สุดตั้งแต่เกิดประเทศไทยมา  เพราะถ้าหากประเทศไทยเดินไปสู่กับดักแห่งความผิดพลาดดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด

email:[email protected],