
มองโลกแบบวิกรม - เรียนรู้ประวัติศาสตร์บ้านเมืองสู่หนทางความสงบ
ช่วงสัปดาห์นี้ปัญหาบ้านเมืองของเรามีท่าทีผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปบ้างจากช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม - เมษายน ประชาชนคนไทยที่รักความสงบทั้งหลายเริ่มมีความหวังที่จะกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข ผมก็มีความหวังอยากให้คนที่มีหน้าที่ช่วยกันทำให้บ้านเมือ
สมัยกรุงศรีอยุธยาเราเสียกรุงให้แก่พม่าไปถึงสองครั้ง ขณะนั้นพม่ามีความเข้มแข็งทางการเมืองและการทหารมากที่สุด และกรุงศรีอยุธยาเกิดความแตกแยกภายในเนื่องจากผู้ปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่างก็แย่งชิงความเป็นใหญ่กันเอง ทำให้บ้านเมืองเราสูญเสียกำลังพลไปมาก ในระหว่างการรบที่เป็นสงครามกลางเมืองดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสรุปไว้ว่า "ไทยอ่อนกำลังลงด้วยการจลาจลในประเทศไทย ด้วยกันมุ่งหมายกำจัดพวกเดียวกันเอง เนื่องจากการแย่งชิงราชสมบัติมาหลายซับซ้อนนับ ตั้งแต่สิ้นสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยาจึงทรุดโทรมลงเป็นลำดับ" จึงทำให้พม่ามีโอกาสได้เปรียบประเทศไทยมากขึ้น
ข้อสังเกตว่าหากขณะนั้นกรุงศรีอยุธยามีความสามัคคีกัน ผมเชื่อว่าโอกาสที่คนไทยจะเสียกรุงก็อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ เราตั้งประเทศไทยมาเกือบ 800 ปีแล้ว ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาถือเป็นช่วงที่ไทยเราอ่อนแอที่สุด จนนำไปสู่ความล่มสลายของการเป็นเมืองขึ้นต่อพม่า ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายของประวัติศาตร์ไทย ที่เรามีเอกราชมายาวนานผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงทุกวันนี้เกือบ 800 ปีแล้ว แต่มีช่วงเดียวที่เกิดความอ่อนแอ จนนำไปสู่การที่พม่ายึดกรุงไปได้
ฉะนั้นวันนี้หากเราย้อนกลับไปดูอดีตที่เปลี่ยนไป แล้วเราจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดายกับความผิดพลาดของผู้บริหารหรือผู้นำในยุคนั้นว่า ถ้าทุกคนเข้าใจถึงผลลัพธ์การสูญเสียชีวิตของชาวไทยและเอกราชของประเทศ ผมเชื่อว่าทุกคนในตอนนั้นจะไม่เห็นแก่ตัว และจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่รักไม่สามัคคีกันอย่างแน่นอน
มนุษย์จะต้องมองวันนี้ไปสู่พรุ่งนี้เสมอ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าวันนี้ ผมมักจะภูมิใจในความเป็นคนไทยเสมอ เมื่อเรามองภาพสังคมโลกช่วงกว่า 200 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยสามารถมีเอกราชรอดพ้นจากการล่าเมืองขึ้นจากตะวันตก เพราะคนไทยมีความสามัคคี มีความร่วมมือกันที่ดี โดยเฉพาะในยุค ร.5 ที่พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ เป็นกษัตริย์องค์แรกของเอเชียที่เดินทางไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศในยุโรปถึงรัสเซีย ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ไม่ถูกยึดครองจากมหาอำนาจตะวันตก เรียกได้ว่ายุครัตนโกสินทร์เป็นยุคที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง รู้จักบริหารจัดหารกับมหาอำนาจต่างๆ ที่จะเข้ามาบุกรุกครอบครองประเทศสยามของเรา ให้สามารถมีทางออกอยู่รอดปลอดภัยและมีเอกราช จากการเป็นเมืองขึ้นของตะวันตกมาจนถึงทุกวันนี้
ชาวโลกกำลังจับตามองประเทศไทยกันอย่างงงงวย เพราะว่ามีคนมากมายที่เคยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทำธุรกิจการงานในประเทศไทย คงจะคิดไม่ถึงว่าประเทศไทยจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เพราะประสบการณ์ของชาวต่างประเทศทั่วโลกที่มีกับประเทศเรา ที่เขาเรียกว่าแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม หรือ Land of smile ที่มีจิตใจเอื้ออาทร เพราะชาวต่างชาติเหล่านั้นเขาไม่ค่อยเคยเห็นคนไทยทะเลาะหรือทำร้ายกันเลยในช่วง 10-30 ปีที่เขาเดินทางไปทั่วประเทศไทย หรือเขาพำนักอยู่ในเมืองไทย ทุกคนเห็นความรักความมีน้ำใจของคนไทยทั้งสิ้น
ผมอยากให้คนไทยหาทางออกในวิกฤตินี้ให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไร้คุณค่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะคนไทยเราทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมมองไม่เห็นมือที่สาม ไม่เห็นมีประเทศอื่นประเทศใดมาเกี่ยวข้อง และผมมองไม่เห็นด้วยเหตุผลใดที่คนไทยจะมาทำร้ายชีวิตคนไทยเราด้วยกันเอง ดังนั้นวันนี้จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายถ้าหากเราทำปัจจุบันให้กลายเป็นอดีต
วันข้างหน้าหากเราจะไปร้องไห้ เราจะไปขอโทษ เราจะไปแก้ไข เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ทำไม่ได้เสียแล้ว ความรู้ ความคิด ความเจริญของสังคมเราได้เข้าไปสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่มีความเจริญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นว่าคนไทยเรามีความคิดที่ถอยหลังเข้าคลอง มีความคิดที่เห็นแก่ตัว ไม่มีเหตุและผล ที่กำลังทำร้ายบ้านเราเอง เผาบ้านเราเอง ในขณะที่บ้านเราวันนี้กำลังไฟไหม้ มีแต่คนที่สาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟที่กำลังเผาบ้านเรา เรามีแต่พูด มีแต่ตะโกนว่าไฟไหม้บ้าน แต่จะมีสักกี่คนที่จะเข้าใจว่าเราควรจะทำอะไรกับบ้านเราที่กำลังไฟไหม้ เราควรจะทำอะไรกับบ้านของเราที่จะล่มสลายด้วยมือเราเอง
ตอนสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเรายังมีข้ออ้างว่าคนไทยเกิดความอ่อนแอ พม่ามีความเข้มแข็ง พม่ามายึดครองบ้านเมืองเรา แต่วันนี้ไม่มีพม่า ไม่มีผู้อื่น แต่มีเฉพาะคนไทยที่เป็นคนไทยด้วยกันเอง แต่เราเอาเสื้อคนละสีมาสร้างความต่างในความคิดแล้วทำร้ายตัวเราเอง ผมไม่คิดเลยว่าจะเป็นความคิดของคนไทยในยุคนี้ ซึ่งเราเรียกตัวเราเองว่าเป็นยุคที่เจริญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมากว่าเกือบ 800 ปี เป็นความคิดที่ล้าหลังและเห็นแก่ตัว ที่มองด้วยสายตาอันสั้นมากที่สุดตั้งแต่เกิดประเทศไทยมา เพราะถ้าหากประเทศไทยเดินไปสู่กับดักแห่งความผิดพลาดดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด
email:[email protected],



