
มองผ่านเลนส์คม-นักร้องบริจาค
ในสังคมเพลงไทยสากล หรือลูกกรุง กำลังเริ่มจะหายไปนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งที่มักจัดคอนเสิร์ตการกุศลร่วมกับหน่วยงานต่างๆ หารายได้ช่วยโน่นนี่กัน
งานดังกล่าวมักมีนักร้องกิตติมศักดิ์ที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา หรือเป็นคนดังในสังคมธุรกิจแต่งตัวทำผมเป็นกระบังลมสูง ร้องเพลงเสียงอย่างกับจิ้งหรีดขาดน้ำ หรือบางคนที่ความสามารถในการร้องเป็นได้แค่ระดับร้องเพลงตามร้านคาราโอเกะ แต่อยากขึ้นเวทีใหญ่โตอยากโชว์ว่าตัวเองเก่ง
แรกๆ ที่ได้ดู ผู้เขียนมักจะเบือนหน้าหนี หรือยอมเสียมารยาทเดินออกจากคอนเสิร์ตกลางคัน เพราะในเมื่อเขากล้าที่จะร้องทรมานหูคนดูคนฟังขนาดนั้น ทำไมเราจะไม่กล้าฉีกหน้าเดินออกไปก่อนเพลงจบ
แต่มาถึงวันนี้ เมื่อได้คลุกคลีกับคนทำงานกลุ่มนี้ เริ่มมีความเข้าใจถึงความจำเป็นว่า ทำไมหลายเวทีใหญ่จึงยอมให้อาซิ้มอาซ้อขึ้นไปร้องเพลงโชว์กัน ทรมานคนฟัง
นั่นเป็นเพราะงบประมาณในการจัดงานนั้นมีต้นทุนสูง ทั้งค่าเช่าสถานที่ วงดนตรี ที่มักจะต้องใช้วงดนตรีบรรเลงสดๆ ต้องมีค่าใช้จ่ายในการแกะโน้ตเพลง ซ้อมร้องและอื่นๆ อีกจิปาถะ
และงานแบบนี้มักจะหาผู้สนับสนุนยาก เนื่องจากมองว่าไม่คุ้มกับการลงทุนจ่ายเงินเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดรายการการกุศลคนหนึ่งได้โอดครวญให้ฟังว่า การจัดงานแต่ละครั้ง นอกจากต้องมีนักร้องคุณภาพตัวจริงมาร้องบนเวทีแล้ว อย่าได้รังเกียจผู้มีอุปการคุณ ที่มาเป็นไม้ประดับงานเลย
เพราะท่านเหล่านี้ได้บริจาคเงินให้แก่การจัดงาน ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ และเวทีเพลงลูกกรุงอมตะคงจะหดหายไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องเช่นนี้ก็พอมีทางออกอยู่บ้าง ตรงที่ว่าแม้ไม่ใช่มืออาชีพขึ้นร้องเพลง แต่การฝึกซ้อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง มือสมัครเล่นอย่าได้ว่างเว้น เพราะถ้าคิดจะขึ้นเวทีทำให้คนดูมีความสุขต้องทำการบ้านหนัก
แต่ก็อย่าถึงกับมีบางคนยอมเช่าห้องบันทึกเสียงราคาแพงลิบ เพื่อบันทึกเสียงร้องไว้ก่อน เอามาเปิดแหกตาคนดู แล้วตนเองแค่ขมุบขมิบปากลิปซิงก์ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวว่าที่ประเทศจีน มีนักร้องสาวถูกปรับเป็นแสนจากการร้องเพลงลิปซิงก์หลอกคนดูว่าร้องจริง เพราะเขาออกเป็นกฎหมายอย่างจริงจัง
เลยนึกเล่นๆ ว่าถ้าบ้านเรามีการสั่งปรับคนลิปซิงก์เช่นนี้บ้างก็น่าจะดี
แต่เปลี่ยนไปเป็นว่า ค่าปรับนั้นนำเงินเข้ากองทุนการกุศลต่างๆ ก็คงจะดีเหมือนกัน...ว่ามั้ย



