
9 วัด
หนังของยุทธเลิศ สิปปภาค มักจะตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้งว่า "Do You Believe in Destiny?" จากนั้นตัวละครในหนังของเขาก็มักจะแวะเวียนเจอะเจอข้องเกี่ยวกันโดยบังเอิญหรือบางทีก็มีตั้งใจ และไอ้เจ้าความชุลมุน พัลวันอีนุงตุงนัง ไอ้นี่เจอไอ้นั่น คนโน่นปะกับคนนี่แบบนี้ล
ที่สร้างเสน่ห์ให้หนังหลายเรื่องของยุทธเลิศดูสนุก ชวนติดตาม (หลายเรื่องทำเงินเกินครึ่งร้อยล้าน อาทิ มือปืนโลกพระจัน, สายล่อฟ้า, บุปผาราตรี) และก็บ่อยครั้งอีกเช่นกันหลังจากที่เราดูหนังของยุทธเลิศจบลงแล้ว เกิดความรู้สึกชวนให้เคลิ้มตามได้ว่า ‘เออ เห็นท่าจะจริงแฮะ’ ที่เรื่องราวทั้งหลายแหล่ในชีวิตเกิดขึ้นก็เพราะโชคชะตา แต่บางครั้งก็แอบแย้งในใจไม่ได้ว่า บางที ตัวเราเองนี่แหละที่เป็นคนนำพาชีวิตให้เดินไปในทิศทางไหน ซึ่งบางครั้งก็หาเหตุผลให้แก่ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้นแบบนี้ หากจะหาเหตุผลก็ต้องเริ่มจากสืบค้นความเชื่อของตัวเองก่อน และมีหลายครั้งอีกเช่นกันครับ ที่คำสอนในพระพุทธศาสนา ทำให้เรานั้นเชื่อว่า ชะตาชีวิตลิขิตไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘กรรม’
คงได้สมมติฐานขึ้นมาโต้แย้งความเชื่ออีกหนึ่งข้อแล้วล่ะสิครับ
หนังเรื่อง “9 วัด” พยายามเชื่อมโยงความเชื่อที่ว่านี้ ความเชื่อที่ว่า ชีวิต ถูกลิขิตไว้ด้วยกรรม เราทำสิ่งใด มักได้ผลจากการกระทำในสิ่งๆ นั้น และการลบล้าง ‘กรรม’ ไม่อาจจะกระทำได้นอกเสียจากต้อง ‘ชดใช้’
“9 วัด” ผูกเรื่องด้วยการเดินทางของสามชีวิต อันประกอบด้วยพระภิกษุหนึ่งรูป และชายหญิงหนึ่งคู่...หนุ่มสาวนั้นต้องการใช้เวลาในวันหยุดด้วยการไปท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่ภิกษุสงฆ์ ต้องการธุดงค์รอนแรมไปยังจังหวัดน่าน เลยขออาศัยรถฝ่ายชายอดีตเพื่อนในวัยเด็ก ติดรถไปลงกลางทาง การเดินทางครั้งนี้คงดำเนินไปได้ด้วยดี หากไม่มีเรื่องราวประหลาดๆ เกิดขึ้นกับคนทั้งสาม ที่สำคัญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของคู่รัก ในขณะที่ชายในร่มกาสาวพัสตร์ ดูเหมือนจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่ตั้งใจ
ระหว่างการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ฝ่ายหญิงชักชวนแฟนหนุ่มให้แวะเยี่ยมบ้านฝ่ายชาย ก่อนจะได้รับคำแนะนำแกมขอร้องจากแม่แฟนว่า อยากให้เขาไปทำบุญ 9 วัด เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ แต่ดูเหมือนว่าตลอดการเดินทาง ชายหนุ่มหญิงสาวกลับต้องพบเจอเหตุการณ์ร้ายๆ แบบที่เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอยู่ร่ำไป
ความสนุกของหนังเกิดขึ้นตรงที่ ตลอดเวลาการเดินทาง เราแทบจะคาดเดาไม่ได้ว่า มีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้างในหนทางข้างหน้า หรือไม่รู้ว่าเรื่องร้ายๆ จะลงเอยได้อย่างไร สิ่งที่ชายหนุ่มต้องเจอ บางทีก็หาคำตอบได้ง่ายๆด้วยกฎแห่งกรรมซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ เช่นเดียวกับเวลาไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแฟนสาว ซึ่งดูเหมือนจะมีที่มาของสาเหตุ แต่กลับลงเอยไปในอีกรูปแบบหนึ่ง (ซึ่งบทเฉลยทั้งหมด อยู่ในตอนท้ายของเรื่อง)
การพยายามผูกโยง ให้ตัวละครแต่ละคนเข้ามายุ่งเกี่ยว ข้องแวะต่อกัน (ทั้งๆ ที่ตลอดเรื่องมีอยู่แค่ 3-4 คน) ผ่านรูปแบบความสัมพันธ์เชิงซ้อน ทาบเหลื่อม ซ้อนทับระหว่างกัน เป็นปมที่ชวนให้หนังน่าติดตามไปได้ตลอดเรื่อง การสร้างบรรยากาศ ความอ้างว้างบนเส้นทางอันโดดเดี่ยว ที่จุดหมายหาได้สำคัญไปกว่าสิ่งที่ต้องพบเจอระหว่างทาง ถือเป็นหนัง "Road Movie" ที่ทำได้อย่างถึงอรรถรส และแม้ความสำคัญของตัวละครหลักๆ ตกไปอยู่กับนักแสดงหน้าใหม่ แต่พวกเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างไหลรื่น เข้าถึงบทบาท สวมบทตัวละครนั้นๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติทั้ง ‘นัท’ (เจมส์ แม็กกี้) กราฟฟิกดีไซน์หนุ่มหัวทันสมัย ที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องธรรมะธัมโม จนมาเจอเรื่องผลกรรมตามสนองเข้ากับตัวเอง และ ‘พระสุจิตโต’ (ภราดร ศิรโกวิท) กับการแสดงออกที่ต้องผ่านกิริยาสำรวม ตามวินัยสงฆ์ แต่ภายใต้ความนิ่ง ของสีหน้าแววตา กลับทำให้เรารู้สึกได้ถึงความลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ส่วนรุ่นใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ทางการแสดงมาโชกโชนอย่าง เพ็ญพักตร์ ศิริกุล หรือ รุ่นใหม่อนาคตไกลอย่าง ‘นุ่น’ ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ต่างก็โชว์ฝีไม้ลายมือทางการแสดงชนิดไม่มีเม้ม ไม่มีกระมิดกระเมี้ยน กล้าเล่น และเข้าถึงบทบาทอันแสดงถึงความเป็นมืออาชีพที่หาได้ยากสำหรับนักแสดงบ้านเรา ไม่เพียงเรื่องราวเงื่อนปมที่ผูกไว้อย่างสลับซับซ้อน โทนหนังที่กำหนดให้มีลักษณะอึมครึม หม่นเทา เต็มไปด้วยความขมุกขมัว เหมือนกับการเดินทางไปสู่ก้นบึ้งแห่งจิตใต้สำนึกที่ไม่อาจหยั่งถึง เหมือนเส้นทางชีวิตที่ลิขิตด้วยกรรม ที่เราไม่อาจคาดคะเนได้
“9 วัด” ยังเปิดเรื่องด้วยซีเควนซ์เก๋ๆ ที่เหมือนเป็นการคารวะหนังคลาสสิกเรื่องดัง "Vertigo" ของผู้กำกับอัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ที่เล่นกับความซับซ้อน โดยเล่นกับภาพลวงตาอันเกิดจากการสร้างพื้นผิว ลวดลาย ให้สัมพันธ์กับพื้นที่และระยะห่าง การเล่นกับลายเส้นวงกลมเปรียบเหมือนวัฏจักรของชีวิตมนุษย์ ที่หมุนวนมีเกิดมีแตกดับ และจุติขึ้นใหม่เวียนว่ายต่อไปไม่รู้จบ ดำเนินไปตามแต่กรรมนำพา ซึ่งก็เข้ากับแนวคิดของหนังได้เป็นอย่างดี
และสุดท้ายไม่ว่าอะไรที่นำพาให้หนึ่งหนุ่ม หนึ่งสาว หนึ่งเพศบรรพชิต และหนึ่งหญิงกลางคน มาข้องแวะเกี่ยวพันพานพบรู้จักกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุบังเอิญ ชะตาฟ้าลิขิต หรือกรรมนำพา แต่มนุษย์เราทุกผู้ ล้วนดำรงอยู่เพื่อชดใช้ ‘กรรม’ ทั้งสิ้น
"Do You Believe in Destiny?"…I Don’t Know…But I Believe in Karma
ชื่อเรื่อง : 9 วัด / Secret Sunday
ผู้เขียนบท : ธีปนันท์ เพ็ชรศรี, ษรัณยู จิราลักษม์, อารียา พรศิริวัฒน์
ผู้กำกับ : ษรัณยู จิราลักษม์
นักแสดง : ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, เจมส์ แม็กกี้, ภราดร ศิรโกวิท, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล
เรต : น.18+ ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ชมที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
วันที่เข้าฉาย : 13 เมษายน 2553
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



